Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 478

เล่ม มมร. 70 หน้า 478 ข้อ 3
รักษาพระไตรปิฎกทั้งสิ้นอันพระชินเจ้าตรัสแล้ว. บทว่า ธมฺมเสนาปติ ความว่า ชื่อว่าเป็นธรรมเสนาบดี เพราะเป็นใหญ่ คือเป็นประธานใน บริษัทกล่าวคือบริษัท ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธรรม คือด้วย ปัญญา. อธิบายว่า ในศาสนาของพระศากยบุตร คือของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า เราจะรักษาพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นในวันนี้ คือในกาลที่กำลัง เป็นไปอยู่นี้ เหมือนเชษฐโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น. เมื่อจะแสดงความหมุนเวียนไปในสงสารของตน จึงกล่าวคำมีอาทิ ว่า โย โกจิ มนุโช ภารํ ดังนี้. เชื่อมความในคำนี้ว่า มนุษย์คนใดคน หนึ่งพึงวางภาระ คือภาระบนศีรษะไว้บนกระหม่อม คือบนศีรษะแล้ว ทูนไว้ คือพึงนำไป มนุษย์นั้นพึงมีความลำบากเพราะภาระนั้น คือพึง เป็นผู้ถูกภาระนั้นเบียดเบียน ครอบงำอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาล. ภาระ ได้แก่ภาระที่แบก เราแบกไว้แล้ว คือแบกไว้มากยิ่งนัก. เราถูกไฟ ๓ กอง กล่าวคือไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เผาอยู่อย่างนั้น คือโดย ประการนั้น แบกคือเป็นทุกข์ด้วยภาระคือภพ ได้แก่ภาระคือการเข้าถึง ภพสงสาร เหมือนถอนภูเขา คือเหมือนถอนคือยกเขามหาเมรุบรรพตขึ้น วางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบ ๆ ในภพทั้งหลาย. บทว่า โอโรปิโต จ เม ภาโร ความว่า บัดนี้ เราปลงคือวางภาระ คือภพนั้น ตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว. บทว่า ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา ความว่า ภพใหม่ทุกภพเรากำจัดแล้ว. กรณียะ คือกรรมในการกำจัดกิเลสโดย ลำดับ มรรคที่จะต้องกระทำอันใด มีอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า กรณียะทั้งหมดนั้นเราทำเสร็จแล้ว. เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยาวตา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka