Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 479

เล่ม มมร. 70 หน้า 479 ข้อ 3
พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้. ในคำนั้น ท่านแสดงว่า ในพุทธเขต กล่าวคือ หมื่นจักรวาลมีกำหนดเพียงใด คือมีประมาณเท่าใด เว้นพระศากยะ ผู้ประเสริฐ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในศากยตระกูล บรรดา สัตว์ที่เหลือทั้งหลาย สัตว์แม้ไร ๆ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาย่อมไม่มี. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา ดังนี้. เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนอีก จึงกล่าวคำ สมาธิมฺหิ ดังนี้ เป็นต้น. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น. บทว่า ฌานวิโมกฺขานขิปฺปปฏิลาภี ความว่า เป็นผู้พลันได้ฌาน มีปฐมฌานเป็นต้น และวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ ๘ อันถึงการนับว่า วิโมกข์ เพราะพ้นจากโลก ชื่อว่าย่อมบรรลุได้เร็ว. เมื่อจะประกาศความที่ตนแม้มีอานุภาพมากอย่างนั้น ก็เป็นผู้มีความ นับถือมาก ด้วยความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคำมี อาทิว่า อุทฺธตวิโสว ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้. บัดนี้ เราเป็น ผู้มีความหยิ่งด้วยมานะอันวางลงแล้ว คือเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะ มี ความเมาเพราะโคตรเป็นต้นอันทิ้งเสียแล้ว เหมือนงูถูกถอนพิษเสียแล้ว คือมีพิษกล้าอันเพิกทิ้งแล้ว (และ) เหมือนโคเขาขาด คือถูกตัดเขาเสีย แล้ว ย่อมเข้าไป คือเข้าถึงคณะคือสำนักสงฆ์ ด้วยความเคารพหนัก คือด้วยความนับถือมากด้วยความเต็มใจ. บัดนี้ เมื่อจะประกาศความใหญ่แห่งปัญญาของตน จึงกล่าวคำมี อาทิว่า ยทิรูปินี ดังนี้. อธิบายว่า ปัญญาใหญ่ของเราเห็นปานนี้เป็นของ ไม่มีรูปร่าง ถ้าจะพึงมีรูปร่าง ในกาลนั้น ปัญญาของเราก็จะสม คือจะ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka