กล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ ปทุมํ นาม ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า
ธรรมดาปทุมย่อมบาน คือย่อมแย้มบานเพราะแสงอาทิตย์ คือเพราะ
สัมผัสแสงอาทิตย์ แม้ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า คือข้าแต่พระผู้สูงสุด
กว่าวีรชน ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้บานแล้ว เพราะรัศมี
ของพระพุทธเจ้า คือเพราะเกิดรัศมี คือพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว.
เมื่อจะแสดงการเห็นพระนิพพาน เพราะการได้เห็นพระพุทธเจ้าอีก
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา พลากา ดังนี้. ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง นกยางตัวผู้ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยาง
คือในชาตินกยาง ฉันใด.
หากจะมีคำถามสอดเข้ามาว่า เมื่อไม่มีตัวผู้ พวกนกยางจะตั้งครรภ์
ได้อย่างไร ?
ตอบว่า เมื่อเมฆครางกระหึ่ม คือทำเสียง นางนกยางเหล่านั้นได้
ฟังเสียงเมฆร้องย่อมตั้งครรภ์ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง อธิบายว่า
ย่อมทรงฟองไข่ไว้. เมฆยังไม่ครางกระหึ่ม คือเมฆยังไม่ทำเสียงเพียงใด
คือตลอดกาลมีประมาณเท่าใด นางนกยางทั้งหลายก็ทรงครรภ์คือฟองไข่
ไว้เป็นเวลานาน คือโดยกาลนานเพียงนั้น คือตลอดกาลมีประมาณ
เท่านั้น. เมื่อใดคือกาลใด เมฆฝนตกลงมา คือร้องครางโดยปการะชนิด
ต่าง ๆ แล้วตกลงมา คือหลั่งสายฝนตกลงมา เมื่อนั้น คือกาลนั้น นาง-
นกยางทั้งหลายย่อมพ้นจากภาระ คือการทรงครรภ์ อธิบายว่า ตกฟอง
(ออกไข่).
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงข้อความอุปไมยให้ถึงพร้อม จึง