กล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า เมื่อ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกาศกึกก้อง คือทรงแสดงด้วย
เมฆ คือพระธรรม คือด้วยเมฆกล่าวคือโวหารปรมัตถเทศนา ในกาลนั้น
ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น ได้ถือเอาครรภ์คือพระธรรม ได้แก่ครรภ์คือ
บุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้น อันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพาน.
เชื่อมความว่า ข้าพระองค์อาศัยแสนกัป คือทำแสนกัปให้เป็น
เบื้องต้น ทำครรภ์คือบุญ ได้แก่ทำบุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้น ให้
ทรงอยู่ คือให้เต็มอยู่. ธรรมเมฆ คือพระธรรมเทศนายังไม่ครางกระหึ่ม
คือพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงแสดง เพียงใด ข้าพระองค์ก็ยังไม่พ้น คือยังไม่
เปลื้อง ได้แก่ยังไม่เป็นคนละแผนกจากภาระ คือจากครรภ์ภาระ คือ
สงสาร เพียงนั้น.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระศากยมุนี คือข้าแต่พระองค์
ผู้สมภพในศากยวงศ์ผู้เจริญ ในกาลใด พระองค์ทรงกระหึ่ม คือทรง
ประกาศธรรมเมฆในนครกบิลพัสดุ์ คือในนครอันมีนามว่ากบิลพัสดุ์ อัน
น่ายินดี คือน่ารื่นรมย์ แห่งพระบิดาของพระองค์ทรงพระนามว่า
สุทโธทนมหาราช ในกาลนั้น ข้าพระองค์พ้นแล้ว คือได้พ้นแล้วจาก
ภาระ คือจากคัพภภาระคือสงสาร.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงมรรคผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า สุญฺตํ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ข้าพระองค์บรรลุ
คือเจริญอริยมรรค ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ เพราะไม่มีความยึดถือว่าเป็นตน
และเป็นของตน ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะ
และกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะไม่มีปณิธิคือตัณหา.