กายเป็นต้น จักเป็นผู้ชำนาญบาลีทั้งปวง คือจักเป็นผู้มีปกติทรงจำพระ-
ไตรปิฎกทั้งสิ้นได้.
บทว่า ปธานปหิตตฺโต โส ความว่า พระอานนทเถระนั้น เป็น
ผู้มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร. บทว่า อุปสนฺโต นิรูปธิ ความว่า
เป็นผู้เว้นอุปธิคือ ราคะ โทสะ และโมหะ. เป็นผู้สงบ คือเป็นผู้มีกาย
และจิตสงบ เพราะละเหล่ากิเลสที่จะพึงละด้วยโสดาปัตติมรรค.
บทว่า สนฺติ อารญฺกา ความว่า มีในอรัญ คือเกิดในป่าใหญ่.
บทว่า สฏฺิหายนา ความว่า ในเวลามีอายุ ๖๐ ปี มีกำลังเสื่อมไป.
บทว่า ติธา ปภินฺนา ความว่า ตกมัน ๓ แห่ง กล่าวคือที่ตา หู และ
อัณฑะ. บทว่า มาตงฺคา แปลว่า เกิดในตระกูลช้างชื่อมาตังคะ. บท
ว่า อีสาทนฺตา แปลว่า มีงาเหมือนงอนรถ. เป็นช้างทรงคือเป็นราช-
พาหนะ. ช้างตัวประเสริฐ ได้แก่พญาช้าง กล่าวคือช้างกุญชรมีปรากฏ
อยู่ ฉันใด บัณฑิตกล่าวคือพรขีณาสพ ได้แก่พระอรหันตนาคผู้มีฤทธิ์
นับด้วยแสน ย่อมมีอยู่ ฉันนั้น. พระอรหันตนาคทั้งหมดนั้น ของพญาช้าง
ตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า. บทว่า น โหนฺติ ปณิธิมฺหิ เต ความ
ว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไม่เป็นเช่นนั้นในความปรารถนา อธิบายว่า
บัณฑิตทั้งหมดนั้นพึงกลัวภัย ไม่อาจดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้อย่างไร.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วฉะนี้แล.
จบพรรณนาอานันทเถราปทาน
จบพรรณนาพุทธวรรคที่ ๑ ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้
จบอรรถกถาอปทานภาคที่ ๑