Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 71 หน้าที่ 49

เล่ม มมร. 71 หน้า 49 ข้อ 20
ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีที่ต้านทานไม่เป็นอิสระ. โลกไม่มีที่พึ่ง จำต้องละ สิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่อิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา เมื่อ จะกล่าวตามทัศคติเทศนานั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านั้นว่า เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่ ให้ทาน เพราะควานลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป. พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมี สาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างโน้นแล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยัง ปรารถนาจักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป. พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่. ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ทั้งยังไม่เต็มความ ประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีในโลกเลย. หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และ รำพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้น พวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่มนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่ ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตาย ย่อมไม่มีญาติ หรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้. พวกที่รับมรดก ก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติ อะไร ๆ คือพวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้น สิ่งใด ๆ จะติดตามไปได้เลย.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka