Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 287

เล่ม มมร. 72 หน้า 287 ข้อ 126
ไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. ลำดับนั้น พระศาสดาทรง ตรัสห้ามเขาไว้ว่า เวลานี้มิใช่กาล พาหิยะ เราจะเข้าไปยังละแวกบ้านเพื่อ บิณฑบาต. พาหิยะ ได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลวิงวอนอีกว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ผู้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ไม่เคยได้อาหารคือคำข้าวไม่มี ข้าพระองค์ไม่รู้อันตรายในชีวิตของพระองค์ หรือว่าของข้าพระองค์ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด ขอพระสุคตเจ้า จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด. พระศาสดา ตรัสห้าม อย่างนั้นนั่นแลแม้ครั้งที่ ๒. นัยว่าพระศาสดาได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ตั้งแต่ เวลาที่พาหิยะนี้เห็นแล้ว สรีระทั้งสิ้นของเขามีปีติท่วมทับหาระหว่างมิได้ กำลังแห่งปีติที่มีกำลังมาก แม้จะได้ฟังธรรมแล้ว ก็จักไม่สามารถเพื่อบรรลุ ได้เลย จงพักผ่อนด้วยมัชฌัตตุเปกขาเสียก่อน เพราะเมื่อเขาเดินทางมาสิ้น หนทางถึง ๑๒๐ โยชน์ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จงระงับความเหน็ดเหนื่อย อันนั้นเสียก่อน เพราะเหตุนั้นพระศาสดา จึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง เขาทูลขอ ในครั้งที่ ๓ ประทับยืนอยู่ในระหว่างทางนั่นแล ได้ทรงแสดงธรรมโดย อเนกปริยายโดยนัยเป็นต้นว่า เพราะเหตุนั้นในข้อนี้ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ พาหิยะ เมื่อเธอเห็นแล้ว จักเป็นสักว่าเห็น. พาหิยะนั้นขณะกำลังฟังธรรม ของพระศาสดาอยู่นั่นแล ได้ทำอาสวะทั้งปวงให้หมดสิ้นไปแล้ว ได้บรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. พาหิยะนั้น ในขณะที่ได้บรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล ระลึกถึงบุรพ- กรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคย ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka