Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 289

เล่ม มมร. 72 หน้า 289 ข้อ 126
ปราศจากความละโมบ ไม่กำหนัด ไม่มีตัณหา. บทว่า อโลลกฺขํ เชื่อมความ ว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่เหลียวมองดูข้างโน้นข้างนี้ เสด็จเที่ยว ไปเพื่อบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีอันอุดม. บทว่า สิรินิยสงฺกาสํ ความว่า คล้ายกับที่อยู่อันงดงามด้วยสิริลักษณะและอนุพยัญชะ คือ เช่นกับเสาค่ายอัน ลุกโพลง. บทว่า รวิทิตฺติหรานนํ ความว่ามณฑลหน้ามุขอันลุกโชติช่วง คล้าย กับมณฑลพระอาทิตย์นี้รุ่งโรจน์ฉะนั้น. บทว่า กุปเถ วิปฺปนฏฺฐสฺส ความ ว่า ขอพระองค์จงเป็นสรณะ คือจงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ผู้หลงทาง ปฏิบัติผิดในหนทางที่บัณฑิตติเตียน คือ ในหนทางที่มีอันตราย. คำว่า โคตม ความว่า พาหิยะย่อมร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตร. บทว่า น ตตฺก สกฺกา โชตนฺติ ความว่า หมู่ดาวมีประกายพรึกที่เรืองแสง เป็นต้น สมบูรณ์ด้วยรัศมีสุกเปล่งปลั่ง ย่อมไม่รุ่งโรจน์อับแสงไป. คำที่เหลือ มี เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. พาหิยะนั้น ครั้นได้ประกาศเรื่องราวที่ตนเคยได้ ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนอย่างนั้นแล้ว จึงได้ทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าในขณะนั้นนั่นแล. และเขาถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า บาตร และจีวรของเธอมีครบแล้วหรือ จึงกราบทูลว่า ยังไม่ครบพระเจ้าข้า. ลำดับ นั้น พระศาสดาจึงตรัสกะเขาว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปแสวงหาบาตรและ จีวรมาเถิด แล้วก็เสด็จหลีกไป. ได้ทราบมาว่าเขาบำเพ็ญสมณธรรมมาสิ้น ๒ หมื่นปี กล่าวว่า ธรรมดาว่าภิกษุได้ปัจจัยทั้งหลายมาด้วยตัวเอง ไม่ห่วงใย ภิกษุรูปอื่น ตนเองเท่านั้นย่อมสมควรเพื่อจะใช้สอยเอง ดังนี้แล้ว จึงไม่ได้ ทำการสงเคราะห์ด้วยบาตรหรือจีวรแม้แก่ภิกษุรูปหนึ่งเลย. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงทราบว่า บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักไม่เกิดขึ้นแก่เราแน่ จึงมิได้ประทานการบรรพชาด้วยเอหิภิกขุ. อมนุษย์ผู้มีเวรกันในกาลก่อน เข้า สิงในร่างของโคแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง ขวิดเขาเข้าที่โคนขาข้างซ้าย นำเขาผู้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka