Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 340

เล่ม มมร. 72 หน้า 340 ข้อ 133
เกิดขึ้นแล้วแก่เราด้วยบุญ จึงถือเอาแล้ว เข้าไปยังพระนคร. บุรุษที่ชาว พระนครมอบหมายหน้าที่ให้ เห็นเขาแล้วจึงถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านนำน้ำผึ้ง เป็นต้นนี้มาเพื่อใคร. เขาตอบว่า นาย เรามิได้นำมาเพื่อใคร สิ่งนี้เราขาย. บุรุษนั้นจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถือเอากหาปณะนี้แล้ว จงให้น้ำผึ้ง และนมส้มนั้นเถิด. เขาคิดว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามากสำหรับเราเลย แต่บุรุษนี้ย่อม ให้ราคามากโดยการให้ราคาครั้งเดียวเราจักพิจารณาดูต่อแต่นั้นเขาจึงกล่าวกะ ชาวเมืองนั้นว่า เราจะไม่ยอมให้ด้วยราคาเพียงกหาปณะเดียว. บุรุษชาวเมือง จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านรับกหาปณะ ๒ อันไป แล้วจงให้น้ำผึ้งเป็นต้น เถิด เขากล่าวว่า ถึงจะให้กหาปณะ ๒ อัน เราก็ไม่ยอมให้. บุรุษชาวเมือง เพิ่มกหาปณะขึ้นด้วยอุบายนั้น จนถึงพันกหาปณะ. เขาคิดว่า เราไม่ควร เพิ่มราคาขึ้น หยุดไว้ก่อน เราจักถามถึงการงานที่ผู้นี้จะพึงทำ. ลำดับนั้นเขา จึงกล่าวกะบุรุษชาวเมืองนั้นว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ มิได้มีค่ามีราคามากเลย แต่ ท่านให้ราคาเสียมากมาย ท่านจะรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไปเพราะจะทำอะไร. บุรุษ ชาวเมืองชี้แจงว่า ท่านผู้เจริญ ชาวพระนครในที่นี้ ได้ขัดแย้งกับพระราชา กำลังถวายทานแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มองไม่เห็นน้ำผึ้งเป็นต้น ทั้งสองนี้ ในทานอันเลิศ จึงใช้ให้เรามาแสวงหา ถ้าว่าจักไม่ได้น้ำผึ้งเป็นต้น ทั้งสองนี้ไซร้ พวกชาวเมือง ก็จักมีความพ่ายแพ้แน่ เพราะฉะนั้นเราให้ ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว จะขอรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไป. เขากล่าวว่า ก็น้ำผึ้ง เป็นต้นนี้ สมควรแก่พวกชาวเมืองเท่านั้นหรือ หรือว่า สมควรเพื่อให้แก่ ชนเหล่าอื่นก็ได้. บุรุษชาวเมืองตอบว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ เรามิได้ห้ามเพื่อจะ ให้แก่ใคร. เขากล่าวว่ามีใครบ้างไหม ที่ให้ทรัพย์พันหนึ่งตลอดวันหนึ่งใน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka