Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 495

เล่ม มมร. 72 หน้า 495 ข้อ 140
พระสรีรธาตุทั้งสิ้น จึงได้เป็นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น เปรียบดุจพระปฏิมาที่ สำเร็จด้วยศิลาก้อนเดียว ฉะนั้น. บทว่า อิมมฺหิ พุทธถูปมฺหิ ความว่า พวก เราทั้งหมด จักมาพร้อมกันแล้ว ช่วยกันสร้างเครื่องปกคลุมสถูปไว้ ณ สถูป ทองคำนี้ ที่พวกชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นได้พากันสร้างไว้แล้ว. บทว่า อินฺทนีลํ มหานีลํ ความว่า แก้วมณีที่มีสีและแสงดุจดอกบัวสีน้ำเงิน เรียกว่า แก้ว อินทนิล. เชื่อมความว่า ชื่อว่า แก้วมณีก้อนใหญ่ เพราะมีสียิ่งด้วยแก้ว อินทนิลนั้น, เราได้นำเอา แก้วมณีอินทนิล แก้วมณีสีเขียวชนิดก้อนใหญ่ แก้วมณีโชติรส และแก้วมณีสีแดงโดยชาติ มารวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้ว ทำเป็นเครื่องคลุมที่สถูปทองคำ ปกคลุมไว้แล้ว. บทว่า ปจิเจกํ พุทฺธเสฏฺสฺส ความว่า พวกประชาชนได้ทำสถูปด้วยเครื่องปกคลุมไว้ข้างบนเป็นแผนกหนึ่ง เพื่อให้เป็นอิสระแด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด. บทว่า กุมฺภณฺฑา คุยฺหกา ตถา ความว่า เทวดาพวกที่มีอัณฑะประมาณเท่าหม้อ ชื่อว่า กุมภัณฑ์, จึงกลาย มาเป็นชื่อกำเนิดเทวดาพวกครุฑ เพราะปกปิดทำให้มิดชิด, พวกกุมภัณฑ์ เหล่านั้น ตัวเองมีเครื่องปกปิด จึงได้สร้างสถูปมีเครื่องปกปิดบ้าง. บทว่า อติโภนฺติ น ตสฺสาภา ความว่า แสงสว่างแห่งพระจันทร์พระอาทิตย์และ หมู่ดาว จึงไม่สาดส่อง ไม่เล็ดลอดท่วมทับรัศมีแห่งพระเจดีย์นั้นได้. บทว่า อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ความว่า แม้เราก็จักทำสักการะบุญกิริยา คือกุศลกรรม ได้แก่ การบูชาด้วยธงชัยและธงปฏาก ณ พระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่ บ้าง. จบอรรถกถาอุปวาณเถราปทาน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka