Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 73 หน้าที่ 185

เล่ม มมร. 73 หน้า 185 ข้อ 1
ผู้เห็นต้นไม้และใบไม้ ที่มีสีแดง เขียว เหลือง อันหล่นแล้ว ย่อมบรรเทานิจจสัญญาเข้าใจว่าเที่ยงเสีย ได้. เพราะฉะนั้นแล ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ไม่ ควรดูหมิ่นโคนไม้อันสงัด ที่เป็นทรัพย์มรดกของ พระพุทธเจ้า เป็นที่อยู่ของผู้ยินดียิ่งในภาวนา. ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิต เป็นผู้เห็นโทษของบรรณศาลา ได้อานิสงส์ ในเสนาสนะคือโคนไม้อยู่ จึงคิดยิ่งขึ้นไปว่า การที่เราเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อ แสวงหาอาหาร เป็นทุกข์ในการแสวงหาอาหาร เรามิใช่เพราะสิ้นไร้อย่างไรจึง ออกบวชด้วยความต้องการเพื่ออาหาร แต่ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลไม่มี ประมาณ ถ้ากระไรเราจะยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่อจะทรงแสดงความที่วิเศษของประโยชน์นี้จึงตรัสคาถาเป็นต้นว่า เราสละธัญชาติที่หว่านแล้ว ที่ปลูกแล้วโดยไม่ เหลือเลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติอัน พรั่งพร้อมด้วยคุณเป็นอันมาก. แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาปิตํ ได้แก่ ที่หว่านเสร็จแล้ว. บทว่า โรปิตํ ได้แก่ ที่ปลูกเสร็จแล้ว ข้าวกล้าจะสำเร็จผล มี ๒ วิธี คือ ด้วยการหว่าน และการปลูก. เราก็ละเสียทั้ง ๒ วิธี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติ เพราะตัวเรามักน้อย. บทว่า ปวตฺตผลํ ได้แก่ ผลไม้ที่หล่นเอง. บทว่า อาทิยึ ได้แก่ บริโภค.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka