Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 73 หน้าที่ 470

เล่ม มมร. 73 หน้า 470 ข้อ 11
กลองอมตะ พึงเห็นว่าเป็นลิงควิปลาส ปาฐะว่า อาเสวิเต ดังนี้ก็มี ปาฐะ นั้น มีความว่า อาเสวิตาย อันเขาซ่องเสพแล้ว. บทว่า วสฺสนฺเต ธมฺมวุฏฺิยา ความว่า หลั่งฝนคือธรรม บัดนี้ เมื่อทรงแสดงอุบายเพื่อกระ ทำอภิสมัยจึงตรัสว่า ะ พระพุทธเจ้าผู้ทรงฉลาดในเทศนา ทรงสั่งสอน ให้สัตว์เข้าใจ ให้สัตว์ทั้งหลายข้าม ทรงยังหมู่ชนเป็น อันมากให้ข้ามโอฆสงสาร. แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอวาทกะ ได้แก่ ชื่อว่า โอวาทกะ เพราะสั่งสอนด้วยพรรณนาคุณานิสงส์ของสรณะและการสมาทานศีล และธุดงค์. บทว่า วิญฺาปโก ได้แก่ ชื่อว่า วิญญาปกะ เพราะให้เขารู้สัจจะ ๔ คือ ให้เขาตรัสรู้. บทว่า ตารโก ได้แก่ ให้ข้ามโอฆะ ๔. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงมีพระพักตร์เสมือนจันทร์เพ็ญในวันเพ็ญ มาฆบูรณมี ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ ณ มิถิลา ราชอุทยาน กรุงมิถิลา นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระศาสดาปทุมุตตระ ทรงมีสันนิบาตประชุม สาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมสาวกแสน โกฏิ. ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า จำพรรษา ณ ยอดเวภารบรรพต ทรงแสดง ธรรมโปรดมหาชนที่มาชมบรรพต ทรงยังชนเก้าหมื่นโกฏิให้บวชด้วยเอหิภิกขุ บรรพชา อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka