Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 73 หน้าที่ 489

เล่ม มมร. 73 หน้า 489 ข้อ 12
พระอัครสาวกชื่อว่า พระสรณะ และ พระสัพพกามะ พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อ พระสาคระ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อ พระรามา พระสุรามา โพธิพฤกษ์ ชื่อมหานีปะคือต้นกะทุ่มใหญ่ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนาง สุมนา พระโอรสพระนามว่า ปุนัพพสุมิตตะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือช้าง. คำที่เหลือปรากฏในคาถาทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี พระนครชื่อว่าสุทัสสนะ พระชนกพระนามว่า พระ- เจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุทัตตา. พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ พระ อัครสาวก ชื่อว่า พระสรณะ พระสัพพกามะ พระ- พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระสาคระ. พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระรามา พระสุรามา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า ต้นมหานีปะ คือต้นกะทุ่มใหญ่. พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก ทรงส่องสว่างทั่ว ทุกทิศ เหมือนดวงจันทร์ส่องสว่างในหมู่ดาว ฉะนั้น. ธรรมดามณีรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิย่อมส่อง สว่างไปได้โยชน์หนึ่ง ฉันใด รัตนะคือพระรัศมีของ พระสุเมธพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็แผ่ไปโยชน์หนึ่งโดย รอบ ฉันนั้นเหมือนกัน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka