Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 132

เล่ม มมร. 74 หน้า 132 ข้อ 8
ในบทเหล่านั้น บทว่า มานุสํ ทานํ ได้แก่ข้าวและน้ำเป็นต้น อันเป็นทานที่มนุษย์ทั่วไปจะพึงให้. ก็เมื่ออัธยาศัยในการให้อันกว้างขวาง เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์อย่างนี้ ปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดง อาการร้อน. ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ได้ทรงเห็นพระอัธยาศัยของ พระโพธิสัตว์ว่า พระเจ้าสิวิราชทรงดำริว่า วันนี้หากมีผู้มาขอดวงตาเรา เราก็จักควักดวงตาให้เขา ท้าวสักกะจึงตรัสแก่เทพบริษัทว่า เราจักทดลอง พระโพธิสัตว์ดูก่อนว่า จักสามารถให้ดวงตาจริงหรือออไม่ เมื่อพระโพธิสัตว์ ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วทรงประดับด้วยสรรพาลังการ ทรงประทับบนคอช้างพระที่นั่ง ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี เสด็จไปยังโรง- ทาน ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ตาบอด เป็นคนแก่งก ๆ เงิน ๆ ทรงเหยียดพระพาหาทั้งสองในที่เป็นเนินแห่งหนึ่ง ให้อยู่ในคลองจักษุของ พระโพธิสัตว์นั้น แล้วทรงยืนถวายพระพรขอให้พระราชาทรงพระเจริญ พระโพธิสัตว์ทรงชักช้างไปตรงหน้าพราหมณ์แปลงนั้น แล้วตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการอะไรพราหมณ์ทูลขอดวงตาข้างหนึ่งโดยตรัสว่า ชาวโลกทั้งสิ้นแพร่สะพัดไปไม่ขาดสายด้วยการประกาศเกียรติคุณอันสูงส่ง อาศัยอัธยาศัยในทานของพระองค์. ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด. เพราะฉะนั้น จึงวิงวอนขอดวงตากะพระองค์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพ ทรง ทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพ-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka