พระนามของพระมหาสัตว์นั้นว่า สิวิกุมาร. ครั้นพระมหาสัตว์เจริญวัยได้
เสด็จไปยังเมืองตักกสิลา ทรงเล่าเรียนศิลปะ สำเร็จแล้วเสด็จกลับ ทรง
แสดงศิลปะแก่พระบิดา ได้รับตำแหน่งอุปราช ย่อมาพระบิดาสวรรคต ได้
เป็นพระราชา ทรงละอคติ ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม ครองราชสมบัติ ทรง
ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร
๑ แห่ง ที่ประตูพระราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐
ทุกวัน. ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ได้เสด็จไปยังโรงทานด้วยพระ-
องค์เอง ทรงตรวจตราโรงทาน. บางคราวในวัน ๑๕ ค่ำ ตอนเช้าตรู่พระองค์
ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ภายใต้พระเศวตฉัตรที่ยกขึ้น ทรงดำริว่า ทาน
ภายนอกของเราไม่ยังจิตให้ยินดีเหมือนทานภายใน. ไฉนหนอในเวลาที่เรา
ไปโรงทาน จะมีผู้ขอไร ๆ ไม่ขอวัตถุภายนอก พึงขอวัตถุภายในอย่างเดียว.
ก็หากว่าใคร ๆ พึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายของเรา ศีรษะ เนื้อหัวใจ
นัยน์ตา ร่างกายครั้งหนึ่งหรืออัตภาพทั้งสิ้นเอาไปเป็นทาส เราก็ยังความ
ประสงค์ของผู้นั้นให้บริบูรณ์ในทันที สามารถจะให้ได้. แต่ในบาลีกล่าวไว้
เพียงนัยน์ตาเท่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรานั่งอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริ
อย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดฟังขอจักษุของ
เรา เราก็จะฟังให้ไม่หวั่นใจเลย.