Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 248

เล่ม มมร. 74 หน้า 248 ข้อ 12
ของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ แล้วกล่าวว่า ทัตตะท่านมีปัญญามากเสมอ ด้วยแผ่นดิน ตั้งแต่ไปนี้ไปท่านมีชื่อว่า ภูริทัตตะ. บทว่า ภูริ เป็นชื่อของ แผ่นดิน. เพราะฉะนั้นพระมหาสัตว์ปรากฏชื่อว่า ภูริทัตตะ เพราะยินดี เนื้อความอันเป็นจริง เพราะเสมอด้วยแผ่นดิน และเพราะประกอบด้วย ปัญญาใหญ่ดังแผ่นดิน. และมีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาค ใหญ่ด้วยประการฉะนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกัปนี้แหละโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี ถูกพระบิดาขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไปอยู่ในป่า ได้อยู่กินกับนางนาคมาณ- วิกาตนหนึ่ง. เมื่ออยู่ร่วมกันก็เกิดทารกสองคนเป็นชาย ๑ หญิง ๑. บุตรชื่อ สาครพรหมทัต. ธิดาชื่อสมุททชา. ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต พระโอรส จึงเสด็จไปกรุงพาราณสี แล้วครองราชสมบัติ ครั้งนั้นนาคราชชื่อว่าธตรัฐ ครองราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพประมาณ ๕๐๐ โยชน์ ท้าวธตรัฐฟังถ้อยคำที่ เต่าชื่อจิตตจูฬะ ผู้พูดเหลวใหลว่าพระเจ้ากรุงพาราณสีมีพระประสงค์จะยก พระธิดาให้แก่ตน. พระธิดานั้นชื่อว่าสมุททชา มีรูปงาม น่าดู น่า เลื่อมใส จึงส่งนาคมาณพ ๔ ตน ไปแล้วขู่พระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้ไม่ทรง ปรารถนายกพระธิดาให้ด้วยพิษนาค เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า เรา จะยกให้ จึงส่งบรรณาการเป็นอันมากด้วยสำแดงฤทธิ์ของนาคยิ่งใหญ่. ด้วย บริวารมากนำพระธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีไปสู่นาคพิภพ ตั้งไว้ในตำ- แหน่งอัครมเหสี.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka