Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 280

เล่ม มมร. 74 หน้า 280 ข้อ 14
โดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ราชุยฺยาเน วสามุโภ เราทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยาน. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปชมพระราชอุทยาน ครั้นเสด็จถึงที่ ใกล้ดาบสดาบสินี ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยความสุขในการบรรพชา ณ ข้างหนึ่งแห่งพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นปริพาชิกามีรูปงดงามยิ่งนัก น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง มีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส ตรัสถามพระโพธิสัตว์ ว่า ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน. เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า มิได้เป็นอะไรกัน. เป็นบรรพชิต ร่วมบรรพชากันอย่างเดียว. แต่เมื่อเป็นคฤหัสถ์ได้เป็น ภริยาของอาตมา. พระราชาทรงดำริว่า ปริพาชิกานี้มิได้เป็นอะไรกับ พระโพธิสัตว์. แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยา. ถ้ากระไรเราจะนำ ปริพาชิกานี้เข้าไปภายในเมือง. ด้วยเหตุนั้นแหละเราจักรู้การปฏิบัติของ ปริพาชิกานี้ต่อพระโพธิสัตว์. พระราชาเป็นอันธพาล ไม่อาจห้ามจิตปฏิพัทธ์ ของพระองค์ในปริพาชิกานั้นได้ จึงรับสั่งกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า จงนำ ปริพาชิกานี้เข้าสู่ราชนิเวศน์. ราชบุรุษรับพระบัญชาของพระราชาแล้ว กล่าวคำมีอาทิว่า อธรรม ย่อมเป็นไปในโลก ได้พาปริพาชิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ไป. พระโพธิสัตว์สดับ เสียงคร่ำครวญของปริพาชิกานั้น แลดูครั้งเดียวก็มิได้แลดูอีก. คิดว่า หากว่าเราจักห้าม. อันตรายจักมีแก่ศีลของเรา เพราะจิตประทุษร้ายต่อคน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka