Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 289

เล่ม มมร. 74 หน้า 289 ข้อ 14
พระราชาครั้นทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงขอขมา พระมหาบุรุษ แม้นางปริพาชิกา ผู้มาจากพระราชวัง ตรัสว่าขอพระคุณ ท่านทั้งสองเสวยสุขในการบรรพชาอยู่ในอุทยานนี้เถิด. ข้าพเจ้าจักทำการ รักษา ป้องกัน คุ้มครองอันเป็นธรรมแก่พระคุณท่านทั้งสอง นมัสการ แล้วเสด็จกลับ. ปริพาชกและปริพาชิกาทั้งสองอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน นั้นเอง. ต่อมานางปริพาชิกาได้ถึงแก่กรรม. พระโพธิสัตว์เข้าไปยังป่า หิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปสู่พรหมโลก. นางปริพาชิกาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในครั้งนี้. พระราชา คือพระอานนทเถระ. โพธิปริพาชก คือพระโลกนาถ. แม้ในจูฬโพธิจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ- โพธิสัตว์ตามสมควร. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ใน ที่นี้มีอาทิอย่างนี้คือ การละกองโภคะใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ ออกจาก เรือน เช่นเดียวกับออกมหาภิเนษกรมณ์. การออกไปอย่างนั้นแล้วตั้งใจ เป็นบรรพชิตที่ชนเป็นอันมากสมมติ ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลในคณะ เพราะ เป็นผู้มักน้อยเป็นอย่างยิ่ง. ความยินดียิ่งในความสงัด เพราะรังเกียจลาภ และสักการะ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. การประพฤติขัดเกลากิเลสอัน เป็นความดียอดยิ่ง. การนึกถึงศีลบารมีไม่แสดงความโกรธเคืองเมื่อนาง ปริพาชิกา ผู้มีกัลยาณธรรมมีศีลถึงปานนั้นถูกราชบุรุษจับไปโดยพลการ ต่อหน้าตนซึ่งไม่ได้อนุญาต. และเมื่อพระราชาทรงรู้พระองค์ว่า ทรงทำผิด
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka