มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตน
เล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่า บุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก.
บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไร ๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกิน
และบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัยมารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์
ให้กลัวถึงแก่กรรม. บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิงนักเลงสุราทำลาย
ทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่าง ๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้น ๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้
ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา. เกิดมาด้วย
อัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น. ตายเสียดีกว่า จึงบอกเจ้าหนี้
ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่
ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา.
บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ ๆ. คิดว่า ด้วยอาการ
อย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำ
อันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ครั้งนั้นบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลง
ในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิด
ว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เราถูกกระแส
น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืนตลอดวัน
ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน
ท่ามกลางคงคา ดังนี้.