อรูปาวจร จักกล่าวฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อัพยากฤต ไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นรูปาวจร. ควรกล่าวกะเขาว่า เจตนา
ฆ่าสัตว์ ย่อมได้ส่วนไหนในบรรดากุสลเป็นต้น. เมื่อรู้อยู่จักกล่าวว่า เจตนา
ฆ่าสัตว์ เป็นอกุสลแท้ เป็นทุกขเวทนาแท้ มีวิตกวิจารแท้ เป็นกามาวจร
แท้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ปัญหาของท่านควรแสดงให้รู้ถึงความผิดพลาดใน
บาลีว่า ไม่สมด้วยกุสลัตติกะ เวทนาติกะ วิตักกติกะ ภูมันตระ. ก็ถ้าเขา
พึงยกกุลุมปสูตรซึ่งยังมิได้ยกขึ้นสู่สังคีติว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีก
ข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้มีฤทธิ์ ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต
มีใจลามกเข้าไปเพ่งเล็งถึงสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ของหญิงอื่นว่า โอ สัตว์นี้ไม่ควร
เข้าไปในครรภ์โดยสวัสดีเลยดังนี้. แม้อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ
เข้าไปเบียดเบียนของกุลุมปะยังมีอยู่ดังนี้. ควรให้เขารู้ว่า ท่านยังไม่รู้ความ
แม้ของสูตรนั้น. เพราะในบทนี้ว่า อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต ผู้มีฤทธิ์
ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มิได้ทรรประสงค์ถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา ทรง
ประสงค์ฤทธิ์ที่เป็นอาถรรพนะ คือวิชาเสกเป่าป้องกัน. ด้วยว่าฤทธิ์เมื่อจะได้
ย่อมได้ในอาถรรพนะนี้ เพราะเหตุนั้นการเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์
จึงมิได้เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ สำเร็จด้วยภาวนา. หากว่ายังไม่รู้ก็ควรขวนขวาย
ทำกรรมดีไว้. เพทะฉะนั้น พึงทราบความแห่งคาถาในบทนี้ โดยนัยดังได้
กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
อนึ่ง พระมหาสัตว์ถูกพราหมณ์นั้นแช่ง จึงคิดว่า หากเราโกรธ