Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 354

เล่ม มมร. 74 หน้า 354 ข้อ 19
ก็กระต่ายนั้นสำคัญว่า ท่าวสักกะนี้เป็น พราหมณ์ จึงได้เชิญให้อยู่ ณ ที่นั้น. ข้าแต่ เทวะ. ด้วยเหตุนั้นแล กระต่ายนั้นจึงเป็น จันทิมาเทพบุตร ได้ความสรรเสริญด้วยเสียงว่า สส ให้เจริญความใคร่จนทุกวันนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สโส อวาเสสิ สเก สรีเร คือกระต่าย เมื่อจะให้ร่างกายของตน ในสรีระของตนอย่างนี้ว่า ท่านจงเคี้ยวกินสรีระ แล้วจงอยู่ที่นี้เถิด เพราะสรีระของตนเป็นเหตุ จึงให้ท้าวสักกะผู้มีรูปเป็น พราหมณ์ นั้นอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า สสตฺถุโต คือได้ความสรรเสริญด้วย เสียงว่า สส อย่างนี้ว่า สส ดังนี้. บทว่า กามทุโห คือให้เจริญความ ใคร่. บทว่า ยกฺข คือเทวดา. พระมหาสัตว์ทรงแสดงเครื่องหมายกระ- ต่ายในดวงจันทร์ อันเป็นปาฏิหาริย์ ตั้งอยู่ ตลอดกัปให้เป็นพยาน แล้วได้ตรัสถึงความที่ พระองค์แม้ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะข่มได้. พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงกล่าวคาถาว่า :- ดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ย่อมรุ่งเรือง ดุจแสงสว่างในวันเพ็ญ ฉันใด. ท่านกปิละผู้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka