บทว่า ตโมตฺถฏํ คือถูกความมืดครอบงำ. บทว่า จิตฺตํ ภวโต ปติกุฏติ คือ
จิตของเราเบื่อหน่ายหดหู่ ท้อแท้จากภพมีกามภพเป็นต้น ด้วยพิจารณาวัตถุให้
เกิดสังเวชมิชาติเป็นต้น. บทว่า ตุตฺตเวคหตํ วิย เหมือนช้างถูสับด้วยขอ
ด้วยกำลัง หัวมีหนามเหล็กเรียกว่า ตุตฺตะ ไม้ยาวเรียกว่า ปโตทะ. ช้าง
อาชาไนยถูกสับด้วยขอนั้นด้วยกำลัง เป็นผู้ถึงความสลดใจ ฉันใด จิตของเรา
ถึงความสลดด้วยการพิจารณาโทษของกาม ฉันนั้น. ท่านแสดงไว้ดังนี้.
บทว่า ทิสฺวาน วิวิธํ ปาปํ เราเห็นความลามกหลาย ๆ อย่าง คือ
เราเห็นความลามกของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีกรรมลามกมีปาณาติบาตเป็นต้น
และนิมิตของกรรมลามกนั้นหลาย ๆ อย่าง ที่ผู้ครองเรือนทั้งหลายกระทำด้วย
อำนาจอคติมีฉันทาคติ และโทสาคติเป็นต้น อันเป็นนิมิตของผู้ครองเรือน.
บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา คือเราจึงคิดในขณะที่เป็นโสณกุมารอย่างนี้ว่า
เมื่อไรหนอเราจึงจะตัดความผูกพันในเรือน ดุจช้างใหญ่ตัดเครื่องผูกทำด้วย
เหล็กได้ฉะนั้น แล้วเข้าป่าด้วยการออกจากเรือน. บทว่า ตทาปิมํ นิมนฺตึสุ
แม้ในกาลนั้นพวกญาติเชื้อเชิญเรา คือ มิใช่ในขณะที่เราเป็นอโยฆรบัณฑิต
อย่างเดียวเท่านั้น. ที่จริงแล้ว แม้ในขณะที่เราเป็นโสณกุมารนั้น ญาติทั้ง
หลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ผู้บริโภคกาม ผู้มีอัธยาศัยในกาม เชื้อเชิญเรา
ด้วยโภคะอันมากมายว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงมาปกครองทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏินี้
เถิด. จงดำรงวงศ์ตระกูลเถิด. บทว่า เตสมฺปิ ฉนฺทมาจิกฺขึ คือเราได้บอก
ความพอใจของตนแก่ญาติของเราแม้เหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายอย่าเชื้อเชิญ