นอกไม่ให้เหลือ ละความข้องในธรรมนั้น และให้ผู้อื่นละความข้องในธรรม
นั้นด้วยอำนาจแห่งกรุณาอย่างเดียวเท่านั้น พระพุทธคุณยังไม่มาถึงฝ่ามือ
เพียงใด ยังสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในญาณ ๓ ด้วยการหยั่งลง และการทำให้
เจริญ ยังฌานวิโมกข์สมาธิและสมาบัติ อภิญญาอันเป็นโลกิยะให้ถึงความ
ชำนาญ ย่อมบรรลุถึงที่สุดแห่งปัญญา.
ในโลกิยอภิญญานั้น ภาวนาปัญญา คือโลกิยอภิญญา ๕ พร้อมด้วย
บริภัณฑ์ของญาณ ได้แก่กลุ่ม คืออิทธิวิธญาณ ทิพพโสตธาตุญาณ เจโต-
ปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ ยถากัมมูปคญาณ
อนาคตังสญาณ. อนึ่ง ภาวนาปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ อันผู้ทำ
การสะสมญาณด้วยการเรียน การสอบถามในธรรมอันเป็นพื้นฐาน มีขันธ์-
อายตนธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น แล้วตั้งอยู่ใน
วิสุทธิ ๒ อันเป็นรากฐานเหล่านี้ คือศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ แล้วพึงเจริญ
ให้วิสุทธิ ๕ เหล่านั้นอันเป็นร่างให้สมบูรณ์ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งทิฏฐิ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่อง
พ้นความสงสัย ๑ มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณ
เป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งญาณทัสสนะ ๑. เพราะวิธีการให้สำเร็จ ภาวนาปัญญาเหล่า-
นั้นท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วพร้อมกับจำแนกลักษณะในวิสุทธิมรรค โดย