ความเป็นธรรมเกษม. การชักชวนชอบในการปรารภความเพียรนั้นว่า ท่าน
ทั้งหลาย จงปรารภความเพียรกันเถิด ดังนี้. นี้เป็นคำสอน คำพร่ำสอน
โอวาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทั้งหลาย. แม้ในคาถาที่เหลือก็พึงทราบ
ความโดยนัยนี้แล.
แต่ความต่างกันมีดังนี้. บทว่า วิวาทํ คือพูดด้วยความโกรธ. อธิ-
บายว่า เถียงกันด้วยวิวาทวัตถุ คือเหตุแห่งความวิวาท ๖ ประการ. บทว่า
อวิวาทํ คือ เมตตาวจีกรรม หรือ เมตตาภาวนา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความ
วิวาทกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อวิวาทํ คือสาราณิยธรรม ๖ อย่าง อัน
เป็นเหตุไม่วิวาทกัน. บทว่า สมคฺคา คือไม่แบ่งพวก. อธิบายว่า ร่วมกัน
ทางกายและใจ ไม่เว้นไม่แยกกัน. บทว่า สขิลา คือน่ารักอ่อนโยน.
อธิบายว่า มีใจอ่อนโยนในกันและกัน . ในบทว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี
นี้ คือไม่อาศัยการวิวาทกันโดยประการทั้งปวง แล้วชักชวนให้อยู่ร่วม
สามัคคีกันโดยบำเพ็ญสาราณิยธรรม ๖. พึงประกอบบทว่า เอสา พุทฺธานํ
อนุสิฏฺิ นี้เป็นคำพร่ำสอนของพระพุทะเจ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ชนทั้งหลาย
อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน ไม่วิวาทกัน จักยัง
ไตรสิกขาให้บริบูรณ์ได้โดยง่ายทีเดียว เพราะเหตุนั้นพระศาสดา . จึงทรง
แสดงว่า การชักชวนให้อยู่ร่วมสามัคคีกัน เป็นคำสอนของพระองค์ ดังนี้.
บทว่า ปมาทํ คือความประมาท. ได้แก่การหลงลืมกุศลธรรมและ
การปล่อยจิตให้ตกอยู่ในอกุศลธรรม. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความประมาท