เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อองค์ฌาน จึงตรัสไว้ส่วนหนึ่งในวิภังค์ โดยนัยมีอาทิว่า
บรรดากามเหล่านั้น กามฉันทะเป็นไฉน ?
อีกนัยหนึ่ง กามตรัสไว้ในบทแรกเพราะเป็นกิเลสกาม ในบทที่สอง
ตรัสไว้เพราะนับเนื่องในอกุศล. ก็เพราะกามนั้นแยกมิใช่น้อย จึงไม่ตรัส
ว่า กามโต แต่ตรัสว่า กาเมหิ ดังนี้. อนึ่ง แม้มีธรรมเหล่าอื่นที่เป็น
อกุศลธรรม แต่ตรัสเฉพาะนีวรณธรรมเท่านั้น โดยทรงถือนิวรณ์เป็นข้าศึก
และขดขวางองค์ฌานเบื้องสูงไว้ในวิภังค์ โดยนัยมีอาทิว่า ในมาติกาเหล่านั้น
ธรรมเป็นอกุศลเป็นไฉน ? คือ กามฉันทะ ดังนี้. จริงอยู่ นิวรณธรรม
ทั้งหลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌาน. อธิบายว่า นิวรณ์ทั้งหลายเป็นปฏิปักษ์ เป็น
ตัวกำจัด เป็นตัวพิฆาตองค์ฌานเหล่านั้น. จริงอย่างนั้น ในคัมภีร์เปฏกะ
กล่าวไว้ว่า สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท
วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถีนมิทธะ สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ วิจารเป็น
ปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา ด้วยอาการอย่างนี้ ในบททั้ง ๒ เหล่านั้น ย่อมเป็นอัน
ตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มกามฉันทะด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ นี้ ตรัสวิเวก
เป็นเครื่องข่มนิวรณ์แม้ทั้ง ๕ ด้วยบทว่า วิวจฺจ อกุสเลหิ นี้.
อนึ่ง ว่าโดยนัยที่ยังมิได้อธิบาย ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่ม
กามฉันทะด้วยบทที่หนึ่ง (วิวิจฺจเจว กาเมหิ) ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็น
เครื่องละนิวรณ์ที่เหลือด้วยบทที่สอง (วิวิจฺจ อกุสเลหิ). อนึ่ง ในบรรดา
อกุศลมูล ๓ อย่าง ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มโลกอันเป็นอารมณ์แห่ง
กามคุณ ๕ ประเภท ด้วยบทที่หนึ่ง (วิวิจฺเจ กาเมหิ) ด้วยบทที่สอง
(วิวิจฺจ อกุสเลหิ) ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มโทสะและโมหะซึ่งเป็น
อารมณ์อันต่างด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บรรดาธรรมทั้งหลายมี