ก็บรรดาธรรมเหล่านั้น แม้ธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมไม่อาจปรารภ
อัปปมาณธรรมให้เป็นไป เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า น อปฺป-
มาณารมฺมณา (มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะไม่ได้).
จิตตุปบาทสัมปยุตด้วยญาณ ๘ คือ ฝ่ายอกุศล ๔ ฝ่ายกิริยา ๔ มี
อารมณ์เป็นปริตตะ มหัคคตะ นวัตตัพพะ ในเวลาพระเสกขบุคคล
ปุถุชน และพระขีณาสพปรารภธรรมมีประการตามที่กล่าวแล้วเป็นไปในการให้
ทาน การพิจารณา และการฟังธรรมโดยเคารพเป็นต้น. จิตตุปบาทสัมปยุต
ด้วยญาณะ ๘ เหล่านั้น พึงทราบว่า เป็นธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะในกาล
แห่งโคตรภู และในกาลพิจารณาโลกุตรธรรม.
ว่าด้วยจตุตถฌาน ๑๒ อย่าง
อนึ่ง รูปาวจรจตุตถฌานนี้ใด รูปาวจรจตุตถฌานนั้นฝ่ายกุศลก็ดี ฝ่าย
กิริยาก็ดี มีอย่างละ ๑๒ อย่าง คือ
จตุตถฌานอันเป็นบาทในธรรมทั้งปวง ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในอากาสกสิน ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในอาโลกกสิณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในพรหมวิหาร ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในอานาปานะ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในอิทธิวิธะ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในทิพยโสต ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในเจโตปริยญาณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในยถากัมมูปคญาณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในทิพยจักขุญาณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในบุพเพนิวาสญาณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในบุพเพนิวาสญาณ ๑
จตุตถฌานที่เป็นไปในอนาคตังสญาณ ๑.