ญาณัญจายตนะที่เป็นกุศลและวิบากนอกนี้ไม่ เพราะเหตุไร ? เพราะบุคคลผู้
พรั่งพร้อมด้วยอากาสานัญจายตนกิริยา ไม่มีวิญญาณัญจายตนะที่เป็นกุศลหรือ
วิบาก. ก็กุศลย่อมเป็นอารมณ์แก่กุศล วิบาก และกิริยาทั้ง ๓ ได้ เพราะ
เหตุไร เพราะความที่บุคคลผู้ยังอากาสานัญจายตนกุศลให้เกิดแล้วตั้งอยู่ให้
วิญญาณัญจายตนะแม้ทั้ง ๓ อย่างให้เกิดขึ้นสูงกว่าการเกิดของอากาสานัญจายตนะ
กุศลนั้น. ก็วิบากย่อมไม่เป็นอารมณ์ของจิตตุปบาทอะไร ๆ เพราะเหตุไร ?
เพราะจิต (ในสมาบัติ) ออกจากวิบากแล้วไม่มีอภินิหาร. แม้ในการทำให้เป็น
อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็นัยนี้แหละ. บัณฑิตพึงทราบความที่
จิตตุปบาทแม้ทั้งหมดมีฌานที่ ๓ ที่ ๔ ซึ่งเป็นรูปาวจรเป็นต้น เป็นพหิทธารัม-
มณะ คือ เป็นธรรมมีอารมณ์ภายนอก เพราะปรารภปฐวีกสิณเป็นต้นที่เป็น
ภายนอกเป็นไปโดยความเป็นภายนอกจากธรรมที่เป็นภายในของตน.
พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า สพฺเพว กามาวจรา กุสลากุสลา-
พฺยากตา ธมฺมา รูปาวจรจตุตฺถฌานํ (กุศลธรรม อกุศลธรรมอัพยากต-
ธรรมที่เป็นกามพจรทั้งหมด. . .รูปาวจรจตุตถฌาน) นี้ ต่อไป
ว่าโดยกุศล จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณ ๔ ดวง เป็นธรรมมี
อารมณ์ภายใน (อัชฌัตตารัมมณะ) แก่ผู้พิจารณาธรรมมีขันธ์เป็นต้นของตน
เป็นธรรมมีอารมณ์ภายนอก (พหิทธารัมมณะ) ในขณะพิจารณาขันธ์เป็นต้นของ
คนเหล่าอื่น และในขณะพิจารณาบัญญัติและพระนิพพาน เป็นธรรมมีอารมณ์
ทั้งภายในและภายนอก (อัชฌัตตพหิทธารัมมณะ) ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา
ธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งของตนและบุคคลอื่นทั้งสองนั้น. แม้ในญาณวิปปยุตก็
นัยนี้แหละ. การพิจารณาพระนิพพานของกุศลที่เป็นญาณวิปปยุตเหล่านั้น
อย่างเดียวไม่มี.