Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 77 หน้าที่ 439

เล่ม มมร. 77 หน้า 439 ข้อ 273
ดังนี้ อันกุลบุตรผู้ที่กระทำการสังวรรณนาเนื้อความแห่งพระบาลีนั้น ควรเข้าสู่ที่ ประชุมพุทธสาวกผู้เป็นวิภัชชวาที พึงเป็นผู้ไม่กล่าวตู่ต่ออาจารย์ ไม่เลี่ยงไปสู่ลัทธิ ของคน ไม่กังวลขวนขวายลัทธิอื่น ไม่ปฏิเสธพระสูตร คล้อยตามพระวินัย ตรวจดูมหาประเทศแสดงธรรม (ปฏิจจสมุปบาท) รวบรวมอรรถ ไม่เปลี่ยน แปลงเนื้อความ และแสดงโดยปริยาแม้อย่างอื่น จึงสมควรทำการสังวรรณนา ความตามพระบาลี. อนึ่ง การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท แม้โดยปรกติก็เป็น เรื่องที่กระทำได้โดยยาก เหมือนอย่างที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า สจฺจํ สตฺโต ปฏิสนฺธิ ปจฺจยาการเมว จ ทุทฺทสา จตุโร ธมฺมา เทเสตุญฺจ สุทุกฺกรา ธรรม ๔ อย่าง คือ สัจจะ ๑ สัตว์- บัญญัติ ๑ ปฏิสนธิ ๑ ปัจจยาการ ๑ เป็น ธรรมเห็นได้โดยยาก และแสดงได้แสนยาก. เพราะฉะนั้น การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท จึงกระทำไม่ ได้โดยง่าย เว้นแต่ท่านผู้สำเร็จปริยัติ และบรรลุมรรคผลทั้งหลายแล้ว เท่านั้น. ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆสาจารย์) ใคร่ ครวญประสงค์จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ ในวันนี้ แต่ยังไม่ได้ที่พึ่งพิงเหมือนหยั่งลงสู่ สาคร แต่เพราะพระศาสนา (บาลีปฏิจจสมุ- ปบาท) นี้ ประดับด้วยนัยแห่งเทศนาต่าง ๆ และแนวประพันธ์ แห่งบุรพาจารย์ (อรรถกถา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka