ที่ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า ย่อมยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสาร
อันไม่มีที่สุด คือ ในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาส.
ที่ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า ย่อมแล่นไปในหญิงชายเป็นต้น
อัน ไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ย่อมไม่แล่นไปในธรรมมีขันธ์เป็นต้น แม้อันเป็นของ
มีอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า อวิชชา แม้เพราะปกปิดธรรมซึ่งอาศัย
กันและกันเกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาทด้วยอำนาจวัตถุและอารมณ์มีจักขุวิญญาณ
เป็นต้น ยํ ปฏิจฺจ ผลเมติ โส ปจฺจโย ผลอาศัยธรรมใดเกิดขึ้นเป็น
ไป เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ปัจจัย. คำว่า ปฏิจฺจ (อาศัย)
ได้แก่ ไม่เว้นธรรมนั้น คือเว้นธรรมนั้นแล้วก็ไม่ปรากฏ. คำว่า เอติ*
ได้แก่ ย่อมเกิดขึ้น และย่อมเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง อรรถแห่งปัจจัยมีความ
หมายถึงอุปการธรรม.
อวิชชา จ สา ปจฺจโย จาติ อวิชฺชาปจฺจโย อวิชชานั้นด้วย
เป็นปัจจัยด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อวิชชาปจฺจโย (อวิชชาเป็นปัจจัย).
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น. สํขตมภิสํขโรฺตีติ สํขารา ธรรมที่ชื่อว่า
สังขารทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม.
อีกนัยหนึ่ง สังขาร มี ๒ อย่าง คือ
สังขารที่มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ๑
สังขารที่มาด้วยศัพท์ว่า สังขาร ๑
บรรดาสังขารทั้ง ๒ นั้น สังขารที่มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ๖
เหล่านี้ คือ สังขาร ๓ ได้แก่ ปัญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร
* คำว่า เอติ แยกมาจากบทว่า ผลเมติ