๑. สมุทาจารุปปันนะ
๒. อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ
๓. อวิกขัมภิตุปปันนะ
๔. อสมุคฆาฏิตุปปันนะ
ใน ๔ อย่างนั้น กิเลสทั้งหลายกำลังเป็นไปอยู่ในบัดนี้นั่นแหละ ชื่อ
ว่า สมุทาจารุปปันนะ.
เมื่อบุคคลลืมตาขึ้นครั้งเดียวแล้วถือเอาอารมณ์ ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า
กิเลสทั้งหลายจักไม่เกิดขึ้น ในขณะที่ตนตามระลึกถึงแล้ว และระลึกถึงแล้ว.
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะความเป็นผู้ยึดถือเอาซึ่งอารมณ์. ท่าน
กล่าวไว้อย่างไร. ท่านกล่าวเปรียบว่า ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า น้ำนมจักไม่ออก
ไปจากต้นไม้ที่มีน้ำนม ในขณะที่บุคคลเอาขวานถากแล้ว และถากแล้ว ฉัน
ใด ข้อนี้ ก็ชื่อว่า อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ ฉันนั้น.
อนึ่ง กิเลสที่ยังมิได้ข่มไว้ด้วยสมาบัติ ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า กิเลส
เหล่านั้นจักไม่เกิดขึ้นในที่ชื่อโน้น. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะมิ
ได้ข่มไว้. ท่านกล่าวไว้อย่างไร ? ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าว่าบุคคลพึงเอาขวาน
ถากต้นไม้มีน้ำนม ใคร ๆ ก็ไม่พึงกล่าวว่า น้ำนมไม่พึงออกไปในที่ชื่อโน้น
ข้อนี้ก็ฉันนั้น จึงชื่อว่า อวิกขัมภิตุปปันนะ.
อนึ่ง บัณฑิตพึงยังคำว่า "กิเลสที่ยังมิได้ถอนขึ้นด้วยมรรคแล้ว จัก
ไม่เกิดขึ้นแม้แก่ผู้บังเกิดในภวัคคภูมิ (ยอดภูมิ)" ดังนี้ ให้พิสดารโดยนัย
ก่อนนั่นแหละ นี้ชื่อว่า อสมุคฆาฏิตุปปันนะ.
บรรดาอุปปันนะ (คือกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว) อุปปันนะ ๔ อย่าง ที่
มรรคไม่พึงฆ่า คือ