แดนของมรรค กิเลโสธิ (กิเลส + โอธิ = กิเลโสธิ) แปลว่า ส่วนหรือเขต
แดนของกิเลส. เขตแดน ชื่อว่า โอธิ ในโอธิ ๒ นั้น พระโสดาบัน ชื่อว่า
ภิกษุ เพราะละกิเลสบางส่วน ด้วยมัคโคธิ. จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔ มรรคหนึ่ง
เท่านั้นละกิเลสไปบางส่วน มิใช่มรรค ๔ ละกิเลสทั้งสิ้น. แม้ในสกทาคามี
อนาคามี ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็เพราะโสดาบัน ชื่อว่า ภิกษุ เพราะละกิเลส
บางส่วน คือกิเลโสธิ. จริงอยู่ ในบรรดากิเลสที่ท่านควรละ ท่านละไปได้
เพียงบางส่วน หาใช่ละไปทีเดียวทั้งหมดไม่.
ก็พระอรหันต์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะละกิเลสโดยไม่จำเพาะส่วน. จริงอยู่
ท่านละกิเลสไปโดยไม่จำเพาะส่วนด้วยมรรค ๔ หาใช่ละไปด้วยเขตแดนแห่ง
มรรคเดียวไม่. อนึ่ง ในกิเลสที่พึงละท่านละไปโดยไม่มีส่วนเหลือเลย เพราะ
ว่า แดนแห่งกิเลสแม้สักอย่างหนึ่ง ชื่อว่าตั้งอยู่มิได้มี. แม้ในส่วนทั้งสอง นั้น
พระอรหันต์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะละกิเลสทั้งหลายไปโดยไม่จำเพาะส่วน ดัง
พรรณนามาฉะนี้.
พึงทราบวิเคราะห์ ในบทว่า เสกฺโข ต่อไป.
พระอริยบุคคล ๗ กับด้วยกัลยาณปุถุชน ผู้ยังศึกษาสิกขา ๓ อยู่
เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า เสกขา (ผู้กำลังศึกษาอยู่) ในบุคคล
เหล่านั้น พระเสกขะไร ๆ ก็ชื่อว่า ภิกษุ.
ชื่อว่า อเสกขา เพราะไม่ต้องศึกษา. พระขีณาสพ ก้าวล่วงเสกข-
ธรรมแล้ว ดำรงอยู่ในผลอันเลิศ เรียกว่า อเสกขะ เพราะไม่มีเสกขธรรม
ที่ท่านพึงศึกษาไห้ยิ่งกว่านั้น.
ภิกษุปุถุชน ที่เหลือ กำลังศึกษาสิกขา ๓ อยู่ก็ไม่ใช่ ศึกษาแล้วก็
ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุปุถุชนนั้น ไม่ใช่พระเสกขะ และ