มิทธะ... อันภิกษุนั้นสละแล้ว) เป็นต้น ในนิทเทสบทแห่งอาโลกสัญญา ซึ่ง
ปราศจากถีนมิทธะนั้น เป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น
ในคำว่า จตฺตตฺตา ได้แก่ เป็นเหตุของผู้สละแล้ว . แม้ในบทที่
เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง ในคำว่า จตฺตตฺตา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสด้วยสามารถแห่งการสละโดยภาวะของตน. คำว่า วนฺตตฺตา (แปลว่า
คายแล้ว) นี้ ตรัสด้วยสามารถแห่งการแสดงโดยความเป็นผู้ไม่ยึดถือ. คำว่า
มุตฺตตฺตา (แปลว่า ปล่อยแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการหลุดพ้นจากการ
สืบต่อ. คำว่า ปหีนตฺตา (แปลว่า ละแล้ว ) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งความ
เป็นผู้ไม่มีที่เป็นที่ตั้งในที่ไหน ๆ ของผู้หลุดพ้นแล้ว. คำว่า ปฏินิสฺสฏฺตฺตา
(แปลว่า สละคืนแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการแสดงถึงภิกษุผู้สละซึ่งเคย
ยึดถือมาในก่อน. คือ ชื่อว่า ความเป็นผู้สละคืนแล้ว เพราะหลุดพ้น หรือ
เพราะครอบงำด้วยสามารถแห่งภาวนา. คำว่า ปหีนปฏินิสฺสฏตฺตา (แปลว่า
ละแล้วสละคืนแล้ว) ได้แก่ การสละด้วยอำนาจแห่งการข่ม คือย่อมไม่ให้
การสืบต่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ฉันใด ชื่อว่า ปฏินิสฺสตฺตา ก็ฉันนั้น. คำว่า
อาโลกา โหติ (แปลว่า สว่าง) ได้แก่ มีรัศมีดี. ชื่อว่า วิวฏา (เปิดเผย)
เพราะอรรถว่าไม่มีเครื่องกั้น. ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะอรรถว่าไม่มีอุปกิเลส.
ชื่อว่า ผ่องแผ้ว เพราะอรรถว่า ปภัสสร.
อาการอันไม่สงบ ชื่อว่า อุทธัจจะ ในบทว่า อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นี้.
ความประพฤติผิดในเพราะวัตถุ ชื่อว่า กุกกุจจะ เพราะความเป็นผู้ไม่ชี้ขาด
หรือตัดสินในอารมณ์. แม้ใน คำว่า สนฺตา โหนฺติ นี้ บัณฑิตพึงทราบ
ความต่างกันแห่งวาทะโดยนัยก่อนนั่นแหละ.