คำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ (แปลว่า เป็นผู้ข้ามได้แล้วซึ่งวิจิกิจฉา) ได้
แก่ ข้ามแล้ว ก้าวล่วงแล้วซึ่งวิจิกิจฉา ดำรงอยู่. คำว่า ติณฺโณ แม้ใน
นิทเทสแห่งคำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ตรัสด้วย
สามารถแห่งการแสดงถึงความไม่จมลงในวิจิกิจฉา. คําว่า อุตฺติณฺโณ (แปล
ว่า ข้ามพ้นแล้ว ) นี้ ตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งการแสดงถึงการก้าวล่วงวิจิกิจฉา
นั้น. คำว่า นิตฺติณฺโณ (แปลว่า ข้ามออกแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่ง
ภาวนา คือด้วยสามารถแห่งการแสดงความที่วิจิกิจฉานั้น อันตนข้ามแล้ว
เพราะครอบงำอุปัททวะทั้งหลายได้แล้ว. คำว่า ปารคโต (แปลว่า ถึงซึ่งฝั่ง)
ได้แก่ ถึงฝั่งวิจิกิจฉา คือความไม่มีวิจิกิจฉา. คำว่า ปารมนุปฺปตฺโต ได้แก่
ถึงฝั่งนั้นนั่นแหละ ด้วยการประกอบความเพียรภาวนาเนือง ๆ. คือ ย่อมแสดง
ซึ่งความปฏิบัติมีผล อย่างนี้แก่ภิกษุ. คำว่า อกถํกถี (แปลว่า ไม่มีความสงสัย
อันเป็นไปทั่วแล้วอย่างนี้ว่า นี้อย่างไร นี้เป็นอย่างไร. คำว่า กุสเลสุ
ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษทั้งหลาย. คำว่า น กงฺขติ ได้แก่ ไม่
ยังความสงสัยให้เกิดขึ้นว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นกุศล หรือหนอ. คำว่า น
วิจิกิจฺฉติ (แปลว่า ไม่เคลือบแคลง) ได้แก่ ไม่ยาก ไม่ลำบาก เพื่อวินิจฉัย
ธรรมเหล่านั้น โดยสภาวะ. คำว่า อกถํกถี โหติ (แปลว่า ไม่สงสัย) ได้แก่
เป็นผู้เว้นจากความสงสัยว่า กุศลธรรมเหล่านี้ เป็นอย่างไรหนอ. คำว่า นิกฺ-
กถํกโถ วิคตกถํกโถ (แปลว่า หมดความสงสัย) เป็นไวพจน์ของคำว่า เป็น
ผู้ไม่มีความสงสัย นั่นแหละ. อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบวจนัตถะในพระบาลีนั้น
ดังต่อไปนี้.
ภิกษุใด ออกไปแล้วจากความสงสัย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึง
ชื่อว่า มีความสงสัยออกแล้ว (คือ ไม่มีความสงสัย).
ความสงสัย ของภิกษุนั้นปราศไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึง
ชื่อว่า มีความสงสัยไปปราศแล้ว (คือ ปราศจากความสงสัย).