Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 14

เล่ม มมร. 79 หน้า 14 ข้อ 17
อรรถกถาสังคหาสังคหปทนิทเทส อรรถกถาขันธปทนิทเทส บัดนี้ เพื่อจะแสดงมาติกาตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ ด้วย สามารถแห่งปัญจขันธ์เป็นต้น ประกอบกับบท นยมาติกา ทั้งหลาย มีคำว่า "สงฺคโห อสงฺคโห" เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าเริ่มนิทเทสวาระโดยนัย เป็นต้นว่า " รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ " ดังนี้. บรรดามาติกาเหล่านั้น เพราะ นยมุขมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ว่า " ตีหิ สงฺคโห " (คือ การ สงเคราะห์ด้วยธรรม ๓ คือ โดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ) ตีหิ อสงฺคโห (คือ การสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมทั้ง ๓) ด้วยนยมาติกาว่า " สงฺคโห อสงฺคโห " เป็นต้น ฉะนั้น เพื่อแสดงการนับสงเคราะห์รูปขันธ์เป็นต้น ท่านจึงยกบททั้ง ๓ คือ ขันธ์ อายตนะ และธาตุนั่นแหละขึ้นแสดงว่า " ธรรม เหล่านี้ นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์เท่าไร ได้ด้วยอายตนะเท่าไร ได้ด้วยธาตุ เท่าไร " ดังนี้ บรรดาธรรมทั้งหลาย มีสัจจะ ๔ เป็นต้น แม้อย่างหนึ่งไม่เป็น ปรามัฏฐะ (คือไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส). ก็ ลัขณมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้อย่างนี้ว่า " สภาโค วิสภาโค " ดังนี้ ฉะนั้น ในการวิสัชนาปัญหานี้ จึงตรัสว่า " รูปขันธ์นับ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์หนึ่ง " เป็นต้น เพราะว่า ธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ เป็นสภาคะของลักขณมาติกานั้น. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า " เอเกน ขนฺเธน " ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วยรูปขันธ์เท่านั้น. จริงอยู่. รูปอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ย่อมถึงการนับสงเคราะห์ว่าเป็นรูปอย่างเดียว เพราะความเป็น ธรรมเสมอกับรูปขันธ์. เพราะฉะนั้น รูปท่านจึงสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์นั่นแหละ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka