Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 15

เล่ม มมร. 79 หน้า 15 ข้อ 17
กำหนดเอาด้วยรูปขันธ์นั่นแหละ. สองบทว่า " เอกาทสหิ อายตเนหิ " ได้ แก่ เว้นจากมนายตนะ. เพราะรูปขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอายตนะ ๑๐ และเป็น ส่วนหนึ่งแห่งธัมมายตนะ ฉะนั้น รูปขันธ์นั้น ท่านจึงนับเอาแล้ว กำหนด แล้วด้วยอายตนะ ๑๑. สองบทว่า " เอกาทสหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ด้วยธาตุ ๑๑ เว้นจากวิญญาณธาตุ ๗. ด้วยว่า ชื่อว่ารูปที่มิได้นับเนื่องในธาตุเหล่านั้นย่อม ไม่มี. ในนิทเทสแห่งอสังคหนัย ทรงทำคำถามโดยย่อไว้ว่า " กตีหิ อสงฺคหิโต " ดังนี้ แต่เพราะในการวิสัชนาแห่งปัญญานั้น อรูปขันธ์ ๔ มนายตนะ ๑ วิญญาณธาตุ ๗ เป็นวิสภาคะของรูปขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบบท สงฺคโห อสงฺคโห ในบททั้งปวงโดยนัยนี้. อนึ่ง ในคำว่า " รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ " เป็นต้น ในขันธนิทเทสนี้ ทรงแสงคำปุจฉา ๕ และวิสัชนา ๕ ในสังคหนัยอันเป็น เอกมูลไว้โดยย่อก่อน. ในอสังคหนัย ก็แสดงคำปุจฉา ๕ และคำวิสัชนา ๕ โดยย่อ. แม้ในมูลทั้งหลายมี ทุกมูล เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาและ คำวิสัชนาทั้งหลายโดยอุบายนี้. ก็ในนิทเทสนี้ ทรงแสดงทุกะติกะและจตุกกมูล ไว้ในรูปักขันธมูลนั่นแหละ. แต่ในปัญจกมูลทรงทำปุจฉาวิสัชนาไว้ ๒ อย่าง คือ โดย เภทะ (หมายถึงการแยก) อย่างนี้ว่า " รูปกฺขนฺโธ จ ฯ เป ฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ จ " และโดย อเภทะ (คือ การไม่แยก) อย่างนี้ว่า " ปญฺจกฺขนฺธา กตีหิ ขนฺเธหิ " ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งพระบาลีดัง พรรณนามาฉะนี้. จบอรรถกถาขันธปทนิทเทสแห่งอัพภันตรมาติกา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka