กำหนดเอาด้วยรูปขันธ์นั่นแหละ. สองบทว่า " เอกาทสหิ อายตเนหิ " ได้
แก่ เว้นจากมนายตนะ. เพราะรูปขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอายตนะ ๑๐ และเป็น
ส่วนหนึ่งแห่งธัมมายตนะ ฉะนั้น รูปขันธ์นั้น ท่านจึงนับเอาแล้ว กำหนด
แล้วด้วยอายตนะ ๑๑. สองบทว่า " เอกาทสหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ด้วยธาตุ ๑๑
เว้นจากวิญญาณธาตุ ๗. ด้วยว่า ชื่อว่ารูปที่มิได้นับเนื่องในธาตุเหล่านั้นย่อม
ไม่มี. ในนิทเทสแห่งอสังคหนัย ทรงทำคำถามโดยย่อไว้ว่า " กตีหิ อสงฺคหิโต "
ดังนี้ แต่เพราะในการวิสัชนาแห่งปัญญานั้น อรูปขันธ์ ๔ มนายตนะ ๑
วิญญาณธาตุ ๗ เป็นวิสภาคะของรูปขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ "
เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบบท สงฺคโห อสงฺคโห ในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
อนึ่ง ในคำว่า " รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ " เป็นต้น
ในขันธนิทเทสนี้ ทรงแสงคำปุจฉา ๕ และวิสัชนา ๕ ในสังคหนัยอันเป็น
เอกมูลไว้โดยย่อก่อน. ในอสังคหนัย ก็แสดงคำปุจฉา ๕ และคำวิสัชนา ๕
โดยย่อ. แม้ในมูลทั้งหลายมี ทุกมูล เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาและ
คำวิสัชนาทั้งหลายโดยอุบายนี้. ก็ในนิทเทสนี้ ทรงแสดงทุกะติกะและจตุกกมูล
ไว้ในรูปักขันธมูลนั่นแหละ. แต่ในปัญจกมูลทรงทำปุจฉาวิสัชนาไว้ ๒ อย่าง
คือ โดย เภทะ (หมายถึงการแยก) อย่างนี้ว่า " รูปกฺขนฺโธ จ ฯ เป ฯ
วิญฺญาณกฺขนฺโธ จ " และโดย อเภทะ (คือ การไม่แยก) อย่างนี้ว่า
" ปญฺจกฺขนฺธา กตีหิ ขนฺเธหิ " ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งพระบาลีดัง
พรรณนามาฉะนี้.
จบอรรถกถาขันธปทนิทเทสแห่งอัพภันตรมาติกา