Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 45

เล่ม มมร. 79 หน้า 45 ข้อ 166
คำว่า " ฌานํ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ด้วยเวทนาขันธ์ และสังขาร ขันธ์. ธรรมทั้งหลายมี อัปปมัญญา เป็นต้น อธิบายไว้รวมกัน เพราะ ความเป็นคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน. แต่ จิต แม้ตั้งไว้ในลำดับแห่งเจตนา ก็ ทรงแสดงในภายหลัง เพราะมีคำวิสัชนาไม่เหมือนกัน. บรรดาบททั้งหลายมี อัปปมัญญาเป็นต้นเหล่านั้น คำว่า " เอเกน ขนฺเธน " ได้แก่ เวทนานับ สงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญานับสงเคราะห์ได้ด้วยสัญญาขันธ์ ธรรมที่ เหลือนับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์ที่แปลกกัน ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสังคหาสังคหบทในอัพภันตรมาติกา อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดง พาหิรมาติกา๑ จึงเริ่มคำว่า " กุสลา ธมฺม" เป็นอาทิ. บรรดามาติกาเหล่านั้น ในเวทนาติกะ๒ คำว่า "ตีหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยกายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ. คำว่า "สตฺตหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๗ คือ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆาน- วิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ. ใน วิปากติกะ๓ คำว่า "อฏฺหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุทั้ง ๗ เหล่านั้นนั่นแหละ กับด้วยกายวิญญาณธาตุ๑. แต่วิปากธัมมธัมมา ถือเอารวมกัน เพราะคำวิสัชนา เช่นเดียวกันกับด้วยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะทั้งหลาย. ก็แลนิทเทสเหล่านั้นแสดงไว้ ฉันใด ในบทติกะและทุกะทั้งปวง (ในพาหิรมาติกานี้) ก็ฉันนั้น คือว่า บท ใดๆ เป็นคำวิสัชนาร่วมกับบทใด ๆ บทนั้น ๆ แม้ไม่เป็นไปตามลำดับ ท่าน ก็ถือเอาคำวิสัชนาพร้อมกับด้วยบทนั้น ๆ. สังคหาสังคหนัยในที่นี้ พึงทราบ โดยทำนองที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสังคหาสังคหปทนิทเทส ๑. บาลีข้อ ๗๓-๗๔ ๒. ข้อ ๗๕-๗๖ ๓. ข้อ ๗๗-๗๙
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka