Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 51

เล่ม มมร. 79 หน้า 51 ข้อ 174
จักขุวิญญาณธาตุนับสงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั่นแหละ ธาตุนอกนี้ สงเคราะห์ไม่ได้. แม้ในโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในปัญหาที่ ๓ การวิสัชนาจักขุนทรีย์เป็นต้น เช่นเดียวกับจักขวายตนะ เป็นต้นนั่นแหละ. แต่ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบอายตนะ ๒ คือ มนายตนะ* กับธัมมายตนะ และธาตุ ๘ คือ วิญญาณธาตุ ๗ กับธัมมธาตุ ๑ (นับสงเคราะห์เข้าด้วยอินทรีย์ทั้ง ๒ นี้ไม่ได้). ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า " ตีหายตเนหิ " ได้แก่ (นับสงเคราะห์ ไม่ได้) ด้วยรูปายตนะ ธัมมายตนะ มนายตนะ. เพราะว่า ในภพเหล่า นั้น ว่าโดยอำนาจแห่งรูปายตนะและธัมมายตนะ ได้อายตนะ ๒ เท่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๓ คือ ด้วยอายตนะ ๒ (คือ รูปายตนะ ธัมมา- ยตนะ) เหล่านั้นนั่นแหละ และมนายตนะ ๑. สองบทว่า " นวหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ด้วยธาตุ ๙ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับรูปธาตุ และธัมมธาตุ. ในปัญหาที่ ๕ สองบทว่า " ทฺวีหายตเนหิ " หมายเอาบทที่ ๑ (คือ ปริเทวธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยสัททายตนะ และมนายตนะ. หมายเอาบทที่ ๒ (คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย รูปายตนะ และมนายตนะ. แม้ธาตุทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า วิญญาณธาตุ ๗ กับอายตนะอย่างละ ๑ ในบรรดาอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ. ในปัญหาที่ ๖ สองบทว่า " ทสหายตเนหิ " ได้แก่ อายตนะ ๑๐ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ. สองบทว่า " โสฬสหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ธาตุ ๑๖ เว้นรูปธาตุ และธัมมธาตุ. ถามว่า ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร ตอบว่า ก็เพราะ โอฬาริกายตนะ ๙ ชื่อว่า อนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม เมื่ออายตนะเหล่านั้น * คำว่า มนายตนะ ในอรรถกถาเห็นจะตกไป เพราะว่า ท่านกล่าวว่า อายตนะ ๒ (คือ มนายตนะ และธัมมายตนะ) แต่ในอรรถกถานี้ กล่าวไว้แต่เพียง ธัมมายตนะเท่านั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka