Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 58

เล่ม มมร. 79 หน้า 58 ข้อ 186
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " อสงฺขตํ ขนฺธโต เปตฺวา ตีหิ ขนฺเธหิ เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิตา" ดังนี้. แต่ในฝ่ายสัญญาขันธ์ ในที่นี้ นำสัญญาขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ กับด้วยเวทนาขันธ์. ในสังขารขันธ์เป็นต้น นำสังขารขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ ด้วย สามารถแห่งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์. ในปัญหาที่ ๒ สองบทว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ขันธ์ ๔ เว้น วิญญาณขันธ์. ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้น นับสงเคราะห์ด้วยนิโรธ โดยเป็นขันธ์ สังคหะไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะและธาตุ. ในปัญหาที่ ๓ คำว่า " ทฺวีหิ " ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วย ขันธ์ ๒ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์. เพราะว่า เวทนา สัญญา วิญญาณขันธ- นับสงเคราะห์โดยเป็นขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปอินทรีย์และอรูปอินทรีย์. แต่ ในธรรมเหล่านั้น เวทนา สัญญา นับสงเคราะห์ได้โดยการสงเคราะห์เป็น อายตนะและธาตุ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " เวทนา สญฺากฺ- ขนฺเธหิ " บัณฑิตพึงทราบ ความต่างกันแห่งขันธ์ในบททั้งปวง โดย อุบายนี้. ก็เบื้องหน้าแต่นี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวชื่อของขันธ์ทั้งหลายพอสมควรเท่า นั้น. ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า " ตีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ในอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์ พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา สังขารขันธ์. ในหมวด ๕ แห่งเวทนา พึงทราบ ด้วยรูป สัญญา สังขาร- ขันธ์. ในสัทธินทรีย์เป็นต้น มีผัสสะ เป็นที่สุด พึงทราบว่าสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยรูป เวทนา สัญญาขันธ์. พึงทราบในเวทนา เช่นกับเวทนาขันธ์นั่นแหละ. พึงทราบวินิจฉัยในตัณหา อุปาทาน กัมมภวะทั้งหลาย เช่นกับสังขารขันธ์.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka