ในปัญหาที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัย ในชาติชรามรณะ เช่นกับชีวิติน-
ทรีย์. เพราะนิพพาน สุขุมรูป สัญญา กับฌาน นับสงเคราะห์โดยเป็น
ขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์เข้าโดยเป็นอายตนะและธาตุได้ ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาธรรมนั้น นับสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒ คือรูป
ขันธ์และสัญญาขันธ์.
ในปัญหาที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัย ในหมวด ๓ แห่งโสกะเป็นต้นนับ
สงเคราะห์กับเวทนาขันธ์ พึงทราบในอุปายาสะเป็นต้น เช่นกับสังขารขันธ์.
พึงทราบในเวทนาอีกเช่นกับเวทนาขันธ์. พึงทราบในสัญญาเช่นกับสัญญา
ขันธ์ พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้น เช่นกับสังขารขันธ์.
แม้ ในปัญหาที่ ๗ เป็นต้น ก็พึงทราบธรรมทีนับสงเคราะห์ได้ และ
ไม่ได้ โดยอุบายนี้ แล.
จบอรรถกถาอสังคหิตปทนิทเทส
๔. สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
[๑๘๗] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย สมุทยสัจ มัคคสัจ
โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ. ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย
ธรรมเหล่านั้น โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น
สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์
ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๘] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์
สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทริย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขิน-