กันด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่
ทรงถือเอาในที่นี้. บทที่เหลือมีขันธ์เป็นต้น ย่อมประกอบกันได้ ฉะนั้น
พระองค์จึงถือเอาบทเหล่านั้นทำปัญหาและวิสัชนา ด้วยสามารถแยกแต่ละบท
และโดยรวมบทนั้น ๆ ไว้.
บรรดาปัญหาเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ บทว่า "เอเกนายตเนน" ได้แก่
ไม่ประกอบด้วยมนายตนะ. บทว่า "เกหิจิ" ได้แก่ ไม่ประกอบด้วยเวทนา
สัญญา สังขาร อันนับเนื่องด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุ.
ในปัญหาที่ ๒ บทว่า " ตีหิ " ได้แก่ ด้วยขันธ์ที่เหลือทั้งหลาย
ยกเว้นขันธ์ที่ถามแล้วและถามแล้ว. สองบทว่า "เกหิจิ สมฺปยุตฺโต" ได้แก่
เวทนาขันธ์ สัมปยุทาด้วยสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์. แม้ขันธ์นอกนี้ ยกเว้น
ตัวเองแล้วก็สัมปยุตด้วยขันธ์นอกนี้ได้. สองบทว่า "เกหิจิ วิปฺปยุตฺโต"
ได้แก่ (ไม่ประกอบ) ด้วยรูปและนิพพาน. อรูปในธัมมายตนะและธัมมธาตุ
พึงเห็นในการไม่ประกอบด้วยรูป และรูปก็พึงเห็นในการไม่ประกอบด้วยอรูป
ในบททั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.
ในปัญหาที่ ๓ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
ในปัญหาที่ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสคำว่า "กตีหิ ขนฺเธหิ"
เป็นอาทิ แต่ตรัสว่า "สมฺปยุตฺตํ" และคำว่า "นตฺถิ" ดังนี้. บทนั้น
พึงทราบด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลาย มีขันธ์เป็นต้น. ในปัญหาทั้งหลาย
อันมีรูปอย่างนี้แม้ข้างหน้าก็นัยนี้นั่นแหละ. พระบาลีข้างหน้าทรงย่อไว้ เพราะ
แสดงโดยสรุปไว้ในปัญหาต้น. บัณฑิตพึงทราบการประกอบเนื้อความในบท
ทั้งปวงโดยนัยนี้. ก็แต่ในที่ใด ปัญหายังไม่ปรากฏ ข้าพเจ้าจักทำปัญหานั้น
ให้ปรากฏเป็นไปในที่นั้นนั่นแหละ.