ว่าชื่อว่า อสังขารปรินิพพายี ฉันนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะ
ปรินิพพาน ด้วยการประกอบความเพียรมีประมาณเล็กน้อย คือ ด้วยการดำเนิน
ไปอย่างสบาย.
เมื่อช่างเหล็กตีอยู่ซึ่งเหล็กแหลมเป็นต้นที่ร้อนตลอดวัน อันใหญ่กว่า
นั้น ที่แท่งเหล็ก สะเก็ดไฟก็กระเด็นตกไปที่กองไม้ หรือหญ้ากองใหญ่แล้ว
ไหม้กองไม้ หรือหญ้ากองใหญ่นั้นหมดแล้ว จึงดับไป ฉันใด พระอนาคามี
ผู้เห็นปานนี้พึงทราบว่า ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี ฉันนั้น. ถามว่า เพราะ
เหตุไร ? ตอบว่า เพราะปรินิพพานด้วยการทำความเพียรอย่างแรงกล้า คือ
ดำเนินไปอย่างหนักแน่น.
สะเก็ดไฟอื่นอีก ย่อมตกไปที่กองไม้ และกองหญ้าอันใหญ่นั้น ครั้น
เมื่อกองไม้หรือกองหญ้าอัน ใหญ่นั้นถูกไพ่ไหม้อยู่ ถ่านที่ปราศจากเปลวไฟก็ดี
เปลวไฟก็ดี เกิดขึ้นแล้วก็เผาไหม้โรงของนายช่างเหล็ก แล้วก็ลามไปไหม้บ้าน
หมู่บ้าน เมือง และแว่นแคว้น จดฝั่งสมุทรจึงดับไป ฉันใด พระอนาคามี
ผู้เห็นปานนี้พึงทราบว่า ชื่อว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ฉันนั้น. ถามว่า
เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะท่านกระทำการแผ่ขยายพืชในภพเป็นอเนก
แล้วจึงกระทำให้สิ้นสุดลงด้วยการบรรลุธรรมที่ถูกต้องแล้วจึงปรินิพพาน. ก็
แผ่นเหล็กนั่นแหละมีเล็กบ้างใหญ่บ้าง อันต่างด้วยปลายเหล็กแหลมเป็นต้น
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในพระสูตร ในวาระทั้งหมดว่า "อโยกปลฺลํ"
แผ่นเหล็ก ดังนี้.
เหมือนอย่างคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ก็ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระ-
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขา คือ ความวางเฉย
ว่า อุเบกขาไม่พึงมี และจะไม่พึงมีแก่เรา ไม่ได้มีแล้วและจักไม่มีแก่เรา สิ่งใด