Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 336

เล่ม มมร. 79 หน้า 336 ข้อ 108
เหม็นฉันใด บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น (หรือ) เหมือน อย่างว่า วัตถุทั้งหลายมีแผ่นผ้าเป็นต้น ที่เขากระทำให้เป็นกอง พึงมีใน ประเทศแห่งหนึ่ง ดอกไม้ทั้งหลายมีดอกพุทราเป็นต้นที่มีสีไม่งาม มีกลิ่นเหม็น พึงตกไปบนกองแห่งผ้านั้นในที่นั้น ๆ ฉันใด บุคคลที่ ๓ นี้ คือ ผู้เห็นปาน นี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น. แต่ว่าบุคคลที่ ๔ บัณฑิตพึงเห็นดุจถาดทองคำ อันเต็มแล้วด้วยมธุรสทั้ง ๔ เพราะความที่กรรมอันประกอบด้วยไตรทวารเป็น ของหาโทษมิได้. บรรดาบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น คือ สาวชฺโช ผู้มีโทษ ๑ วชฺช- พหุโล ผู้มีโทษมาก ๑ อปฺปสาวชฺโช ผู้มีโทษน้อย ๑ อนวชฺโช ผู้ไม่มีโทษ ๑. บุคคลพวกที่ ๑ จัดเป็นอันธพาลปุถุชน คือ ปุถุชนผู้ทั้ง บอดทั้งโง่. พวกที่ ๒ จัดเป็นโลกิยปุถุชน ผู้กระทำกุศลในระหว่างๆ. พวกที่ ๓ ได้แก่ พระโสดาบัน แม้พระสกทาคารี พระอนาคามี ก็สงเคราะห์ด้วยบุคคล จำพวกที่ ๓. พวกที่ ๔ ได้แก่ พระขีณาสพ. จริงอยู่พระขีณาสพนั้น ชื่อว่า อนวชฺโช แปลว่า ผู้ไม่มีโทษเลย ข้อนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาอังคุตตรนิกาย. [๑๐๘] ๑. บุคคลผู้อุคฆฏิตัญญู เป็นไฉน ? การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด พร้อมกับเวลาที่ท่านยก หัวข้อขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้อุตฆฏิตัญูญู. ๒. บุคคลผู้วิปัญจิตัญญู เป็นไฉน ? การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด ในเมื่อท่านจำแนกเนื้อ ความแห่งภาษิตโดยย่อ ให้พิศดาร บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้วิปัญจิตตัญญู.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka