ข้อว่า "โส สนฺตุฏฺโ โหติ" ความว่า เธอเป็นผู้ประกอบด้วย
ความสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ ๑๒ อย่างในปัจจัย ๔ อย่าง. บทว่า "กาย-
ปริหาริเกน" แปลว่า ด้วยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่สักว่าเป็นเครื่องบริหารกาย.
บทว่า "กุจฺฉิปริหาริเกน" แปลว่า ด้วยปัจจัย สักว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง.
สองบทว่า "สมาทาเยว ปกฺกมติ" ความว่า เธอถือเอาบริขาร ๘ ทั้งหมด
อันเป็นบริขารสำหรับภิกษุเท่านั้น กระทำให้เนื่องด้วยกายแล้วก็ไป เธอเป็น
ผู้ไม่ข้อง ไม่ผูกพันว่า "วิหารของเรา บริเวณของเรา อุปัฏฐากของเรา"
เธอใช้สอยเสนาสนะที่เป็นไพรสณฑ์ มีโคนไม้ ทิวป่า เงื้อมเขา ตามที่
ปรารถนา เป็นผู้ยืนคนเดียว นั่งคนเดียว ไม่มีเพื่อนสองในอิริยาบถทั้งปวง
เหมือนลูกศรที่พ้นจากสาย เหมือนช้างซับมันหลีกออกจากโขลง ฉะนั้น เธอ
ย่อมถึงความเป็นผู้เหมือนนอแรด ที่ท่านพรรณนาคำเป็นคาถาไว้อย่างนี้ว่า
"จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ ว โหติ
สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน
ปริสฺสยานํ สหิตา อจฺฉมฺภี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป."
แปลความว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่เดือดร้อนเที่ยวไปไนทิศทั้ง ๔ เธอเป็น
ผู้สันโดษอยู่ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เป็นผู้อดทนต่ออันตรายทั้งหลาย เป็นผู้
ไม่สะดุ้งหวาดเสียว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บัดนี้ พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงยังเนื้อความนั้นให้สำเร็จประโยชน์
ด้วยคำอุปมาจึงตรัสคำว่า "เสยฺยถาปิ" เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยใน