Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 79 หน้าที่ 452

เล่ม มมร. 79 หน้า 452 ข้อ 149
ทั้งหลาย ด้วยการคิดว่า "ชื่อว่าศรัทธา เป็นลัทธิที่ดี" บุคคลนั้น ชื่อว่า ย่อมโผล่ขึ้นด้วยกุศลธรรมมีประมาณเท่านั้น นั่นแหละ. แม้ในคำว่า "สาธุ หิริ" แปลว่า ความละอายเป็นลัทธิที่ดีเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า "หายติเมว" ความว่า ผู้นั้นย่อมเสื่อมอย่างเดียวเท่านั้น เหมือนน้ำที่เทลงใน เปือกตม. ข้อว่า "เอวํ ปุคฺคโล" ความว่า ก็นิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคลนั้น โผล่ขึ้นสิ้นวาระหนึ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านี้ว่า "เอวํ สาหุ สทฺธา" แปลว่า ศรัทธาเป็นความดีอย่างนี้ดังนี้ และก็จมลงเพราะความเสื่อม จากธรรมมีศรัทธาเป็นต้นนั้น นั่นแหละ เหมือนพระเทวทัต เป็นต้น. ความย่อว่า พระเทวทัตแม้ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว ก็เสื่อมจากคุณวิเศษเหล่านั้น เพราะความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธเจ้าอีก จึง กระทำโลหิตุปบาทกรรม และสังฆเภทกรรมครั้นกายแตกทำลาย จึงเกิดใน นรกด้วยวาระจิตที่ ๒. พระโกกาลิกะใส่โทษพระอัครสาวกทั้งสองจึงบังเกิดใน ปทุมนรก. ข้อว่า "เนว หายติ โน วฑฺฒติ" ความว่า ในเวลาที่ไม่เสื่อมก็ ดี ในเวลาที่เสื่อมก็ดี ศรัทธาก็ไม่ลด และไม่เจริญ. ก็เหตุทั้งสองนั้น บัณฑิต พึงแสดงด้วยอคาริกบุคคล คือ คฤหัสถ์ และอนาคาริกบุคคล คือ บรรพชิต แม้ทั้งสองเป็นอุทาหรณ์. ก็คฤหัสถ์บางคน ในเวลาที่คนไม่เสื่อมจากศรัทธา จึงให้จัดแจงปักขิกภัต หรือสลากภัตหรือผ้าอาบน้ำฝน. คฤหัสถ์นั้น ในกาลที่ เสื่อมจากศรัทธา ในภายหลัง ย่อมยังสักว่าปักขิกภัตเป็นต้นให้เป็นไป ศรัทธา ก็ไม่เจริญ. ฝ่ายบรรพชิต ในเวลาที่ไม่เสื่อม ในเบื้องต้น ย่อมเรียนเอาอุทเทส หรือธุดงค์ แม้เวลาที่เสื่อมจากการถึงพร้อมด้วยปัญญา พละและวิริยะ ก็กระทำ ให้ยิ่งกว่านั้นไม่ได้. ข้อว่า "เอวํ ปุคฺคโล" ความว่า บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ เพราะความตั้งอยู่แห่งธรรมทั้งหลาย มีศรัทธาเป็นต้นนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka