จึงซักว่า สภาวธรรมใดที่เป็นสัจฉิกัตถะและปรมัตถะมีอยู่ ท่านหยั่งเห็น
บุคคลนั้นได้ด้วยสัตฉิกัตถะและปรมัตถะนั้น หรือ.
คำว่า ตโต เป็นตติยาวิภัตติ เพราะฉะนั้นในที่นี้ จึง
อธิบายว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้นหรือข้อนี้
ท่านอธิบายไว้ว่า พระสกวาทีถามว่า สภาวธรรมใดที่เป็นสัจฉิกัตถะมีอยู่
โดยอาการอันต่างด้วยลักษณะ มีรุปปนลักขณะ๒ เป็นต้น หรืออันต่าง
ด้วยสภาวธรรม มีธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเป็นต้น ท่านหยั่งเห็นบุคคล
นั้นได้ด้วยอาการอันนั้น หรือ ?
ข้อว่า ไม่พึงกล่าว นี้เป็นคำหมิ่นของพระปรวาที อธิบายว่า
ก็เมื่อปรวาทีนั้นไม่ปรารถนาคำที่สกวาทีนั้นกล่าว คือไม่เห็นด้วย จึง
กล่าวปฏิเสธ คำพระบาลีว่า น เหวํ วตฺตพฺเพ นี้ แยกบทเป็น
นหิ เอวํ วตฺตพฺเพ หรือเป็น นห เอวํ ดังนี้ก็สมควร ถึงอย่าง
นั้นบททั้ง ๒ นั้นก็แปลว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เช่นเดียวกัน.
ข้อว่า ท่านจงรู้นิคคหะ คือ ความผิดพลาดเถิด เป็นคำของ
สกวาที. อธิบายว่า สกวาทีกล่าวว่า ท่านกล่าวรับรองปัญหาก่อนว่า
ใช่ แต่กลับปฏิเสธในปัญหาหลังว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น คำก่อน
๒. คำว่า ลักษณะ มีหลายอย่าง เช่น.-
รุปปนลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่ย่อยยับไปเพราะวิโรธิปัจจัย เป็นต้น
ปัตจัตตลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่มีเฉพาะตน
สามัญญลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่เสมอกัน มีความไม่เที่ยงเป็นต้น.