บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นอันท่านวิสัชนาแล้ว ด้วยการวิสัชนายมก
๒ - ๓ อย่างนั้นเทียว ในอนุโลมนัย แห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล
อย่างนี้ว่า มนายตนมูลกํ วิสชฺชิตเมว ดังนี้. ยมก ๑๙๘ อย่าง
ย่อมมีในอนุโลมนัย ในวาระทั้งสาม ในปัจจุบันกาลว่า ก็ในปุคคล-
วาระมี ๖๖ ฉันใด แม้ในโอกาสวาระ แม้ในปุคคโลกาสวาระ ก็ฉันนั้น
ดังนี้. ยมก ๓๙๖ อย่าง แม้ทั้งหมดย่อมมีในปัจจุบันกาลว่าก็ในอนุโลม
นัย ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัย ก็ฉันนั้น ดังนี้. การถาม ๗๙๒ อย่าง
และเนื้อความ ๑,๕๘๔ อย่าง พึงทราบว่ามีอยู่ในยมกทั้งหลายเหล่านั้น.
ยมก ๒,๓๗๖ แม้ทั้งหมดว่า ในการแยกกาล ๕ อย่างแม้ที่เหลือ ดังนี้
ย่อมมีอย่างนั้น. นี้เป็นการกำหนดพระบาลี ในอุปปาทวาระนี้ว่า คำ
ถามที่ทวีคูณจากยมกนั้น อรรถที่ทวีคูณจากคำถามนั้น ยมก ๒,๑๒๘
ย่อมมีในปวัตติวาระแม้ทั้งหมดว่า แม้ในนิโรธวาระและอุปปาทะนิโรธ-
วาระ ก็มีนัยนี้. พึงทราบการถามทวีคูณจากยมกนั้น พึงทราบเนื้อความ
ที่ทวีคูณจากคำถามนั้น. ก็พระบาลีท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า มนายตนะ
และธัมมายตนะ ย่อมไม่มีความต่างกันกับอายตนะหนึ่ง แต่ความสังเขป
ย่อมมีในวาระเบื้องบน ดังนี้แล้วจึงรวบรวมไว้ใน อายตนะนั้น ๆ. เพราะ
ฉะนั้น คำใดท่านรวบรวมไว้แล้วในที่นั้น ๆ คำนั้นทั้งหมดบุคคลผู้ไม่
หลงลืมพึงกำหนดไว้.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความ พึงทราบนัยมุขในอายตนยมกนี้ ดัง
ต่อไปนี้. คำว่า สจกฺขุกานํ อโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปา-