ชำระบทหนึ่ง ๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ
อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํ เพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์
เอาขันธ์อันประเสริฐ มีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้น
ฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร
กาโย ฉันนั้น ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กาโยสงฺขาโร ย่อมได้ด้วย
บท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย
สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะ หรือ
ปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่ง ๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่า
กาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร
ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจี และจิต เพราะความที่แห่งสังขาร
ทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขาร-
วาระ อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อม
ไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระ แต่ในปทโสธน-
วาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่ง ๆ
คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น.
ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร
คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้น วจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตต-
สังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ใน
ยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะ นับ
แล้วไม่นับอีก ( อคฺคหิตคฺคหเณน ) เพราะเหตุนั้น จึงตรัส