ว่า "ธรรมที่เป็นเหตุอันเป็นกุศล พึงอาศัยธรรมที่เป็นเหตุอันเป็นกุศล
เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหรือ ?"
ต่อจากนั้น ทรงผนวกติกะทั้งหลายเข้าในติกะนั่นเอง แล้วแสดง
ปัฏฐานชื่อว่า ติกติกปัฏฐาน อันใดไว้ ในติกติกปัฏฐานแม้นั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดนั้น ปุจฉาที่พึงแสดงประกอบติกะหนึ่ง ๆ บรรดา
๒๒ ติกะ. เข้ากับติกะ ๒๑ ที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น
ทั้งหมด ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลัง อย่างนี้ว่า
" ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาซึ่งเป็นกุศล พึงอาศัยธรรมที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาซึ่งเป็นกุศลเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหรือ ?"
ต่อจากนั้น ทรงผนวกทุกะเข้าในทุกะนั้นเอง แล้วแสดงปัฏฐาน
ที่ชื่อว่า ทุกทุกปัฏฐาน อันใดไว้ ในทุกทุกปัฏฐานแม้นั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดการนับปุจฉาที่พึงแสดงประกอบทุกะหนึ่ง ๆ ใน ๑๐๐
ทุกะ กับทุกะ ๙๙ ที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น ตามนัย
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลังอย่างนี้ว่า " ธรรมที่เป็นเหตุ (และ)
เป็นเหตุ พึงอาศัยธรรมที่เป็นเหตุ (และ) มีเหตุเกิดขึ้นเพราะเหตุ
ปัจจัยหรือ ? "
จริงอยู่ พระตถาคตครั้นทรงแสดงประเภทนั้นทั้งหมดแล้ว จึงทรง
แสดงธรรมในเทพบริษัท. แต่พระธรรมเป็นเสนาบดีรวบรวมย่อไว้ว่า ธรรม
นี้ ๆ พระองค์ทรงแสดงในวันนี้ แล้วกล่าวในเทศนาโดยเพียงแสดงนัยนั้น
เท่านั้น. พลความที่กล่าวย่อไว้ พระเถระย่อให้เป็นไปแล้ว. พลความ
นั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคหะในสังคีติกาล ตามนัยที่พระ-