เถระให้เป็นไปแล้วนั่นแหละ. ก็เพื่อจะแสดงสังเขปนัยแห่งพลความนั้น
ข้าพเจ้าจึงตั้งคาถานี้ไว้ว่า ติกญฺจ ปฏฺานวรํ เป็นต้น.
คาถานั้นมีใจความว่า คำว่า ติกญฺจ ปฏฺานวรํ แปลว่า ติกปัฏฐาน
อันประเสริฐ คืออันบวร. บทว่า ทุกุตฺตมํ แปลว่า ทุกปัฏฐานอันสูง
สุด คืออันประเสริฐสุด. บทว่า ทุกตฺติกกญฺเจว คือ ทุกติกปฏิฐาน.
บทว่า ติกทุกญฺจ คือ ติกทุกปัฏฐาน. บทว่า ติกติกกญฺเจว คือ
ติกติกปัฏฐาน. บทว่า ทุกทฺทุกญฺจ คือ ทุกทุกปัฏฐาน. คำว่า ฉ
อนุโลมฺมหิ นยา สุคมฺภีรา ความว่า ผู้ศึกษาพึงทราบนัย ๖ อันลึกซึ้ง
ด้วยดี มีติกปัฏฐานเป็นต้นเหล่านี้ ในอนุโลม.
บรรดานัยเหล่านั้น อนุโลมมี ๒ คือ ธัมมานุโลม และ ปัจจยา-
นุโลม ในอนุโลมสองนี้ ปัฏฐานที่พระองค์ให้เป็นไปด้วยอำนาจเทศนา
ที่เป็นอนุโลมแก่ธรรมที่ท่านรวบรวม ด้วยบทอภิธรรมมาติกาอย่างนี้ว่า
กุศลธรรมอาศัยกุศลธรรม ชื่อว่า ธัมมานุโลม ปัฏฐานที่พระองค์ให้
เป็นไปด้วยอำนาจเทศนาที่เป็นอันโลมแก่ปัจจัย ๒๔ อย่างนี้ว่า เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา ชื่อว่า ปัจจยานุโลม.
บรรดาคำที่เป็นคาถาเหล่านั้น คาถานี้ว่า ติกญฺจ ปฏฺานวรํ ฯเปฯ
ฉ อนุโลมมฺหิ นยา สุคมฺภีรา ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาหนหลัง หมาย
ถึง ธัมมานุโลม. แต่ในอธิการนี้ คาถานี้ท่านกล่าวหมายถึง ปัจจยา-
นุโลม รัมมมานุโลมนั้น. เพราะฉะนั้น คำว่า ฉ อนุโลมมฺหิ นยา
สุคมฺภีรา ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความในอรรถกถาอย่างนี้ว่า นัย ๖ มี
ติกปัฏฐานเป็นต้น ในธัมมานุโลมลึกซึ้งยิ่ง. แต่ในโอกาสนี้ ผู้ศึกษา
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า นัย ๖ มี ติกปัฏฐาน เป็นต้น เฉพาะใน