อนุโลมปัจจนียนัยว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ นกุสโล ธมฺโม ชื่อว่า ธัมมา-
นุโลมปัจจนียปัฏฐาน. ปัฏฐานที่พระพุทธองค์ทรงให้เป็นไปด้วยอำนาจ
การแสดงบทที่ได้ในปัจจัย ๒๔ อย่างนี้ว่า เหตุปจฺจยา นอารมฺมณปจฺจยา
โดย อนุโลมปัจจนียนัย ชื่อว่า ปัจจยานุโลมปัจจนียปัฏฐาน. ใน ๒
อย่างนั้น คาถานี้ว่า ติกญฺจ ปฏฺานวรํ ฯเปฯ ฉ อนุโลมปจฺจนียมฺหิ
นยา สุคมฺภีรา ในอรรถกถาในหนหลัง ท่านกล่าวหมายถึงธัมมานุโลม-
ปัจจนียปัฏฐาน เฉพาะในธัมมานุโลมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในคาถา
แห่งอรรถกถาว่า ฉ อนุโลมปจฺจนียมฺหิ นยา สุคมฺภีรา พึงทราบเนื้อ
ความอย่างนี้ว่า นัย ๖ มีติกะปัฏฐานเป็นต้น ในธัมมานุโลมปัจจนียนัย
ลึกซึ้งยิ่ง.
ส่วนใน ปัจจยานุโลมปัจจนียปัฏฐาน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้
เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เหตุปจฺจยา นอารมฺมณปจฺจยา ในโอกาสนี้ผู้ศึกษา
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า นัย ๖ มีติกปัฏฐานเป็นต้นเหล่านี้ เฉพาะใน
ธัมมานุโลมเท่านั้นลึกซึ้งยิ่ง. บรรดานัย ๖ เหล่านั้น ประเภทแห่งปุจฉานี้
พระองค์ทรงย่อไว้ในปัณณัตติวาระนี้แห่งปฏิจจวาระ ด้วยอำนาจแห่ง
ธรรมเพียงกุสลติกะเฉพาะในอนุโลมติกปัฏฐานเท่านั้น ส่วนในติกะและ
ทุกะที่เหลือแลในปัฏฐานที่เหลือ ไม่ได้แสดงปุจฉาไว้แม้เพียงข้อเดียว.
ก็ในสหชาตวาระเป็นต้น ต่อจากนั้น ไม่ทรงยกปุจฉาขึ้นด้วยอำนาจกุสล-
ติกะ ทรงแสดงเฉพาะวิสัชนา ด้วยอำนาจวาระที่ได้อยู่. ก็เพราะพระบาลี
ว่า ฉ อนุโลมปจฺจนียมฺหิ นยา สุคมฺภีรา พึงยกปัฏฐานนัย ๖ เหล่านี้
ขึ้นแสดงด้วยอำนาจปุจฉา ในปัจจยานุโลมปัจจนียปัฏฐานนี้ เพราะว่านั่น
เป็นภาระแห่งอาจารย์ผู้อธิบายปัฏฐาน.